พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

Engine by สยามทูเว็บผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป
  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก   
 



ประวัติความเป็นมา

                           

 พระองค์ที่  1  องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

  (Root) 2009415_84696.jpg  (Root) 2009415_85194.jpg

 ---------------------------------------------------------------------------------------


>----------------------------------------------------------------------------------------


วัดระฆังโฆษิตาราม




(wat) 2009623_27501.jpg

 

 (wat) 2009623_30762.jpg (Root) 2009417_32881.jpg

-----------------------------------------------------------------------------------

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

องค์สมเด็จพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี

(Root) 2009415_85881.jpg

 

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี

      นามเดิมว่า โต นามฉายา พรหมรังสี เกิดในรัชกาลที่ 1 สร้างกรุงได้ 7 ปี  ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2331  บุตรนางงุด บิดาชื่อไม่ปรากฎ ตาชื่ือนายผล ยายชื่อนางลา เป็นคนบ้านโพธิ์ (อำเภอเมืองในปัจจุบัน) จังหวัดอุตรดิตถ์  หลายปีนาแล้งจึงย้ายถิ่นฐานมายังตำบลไก่จ้น อำเภอท่าหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

           (Root) 2009417_34392.jpg    (Root) 2009417_34492.jpgวัดอินทรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การศึกษา

       วัยเยาว์ ศึกษาอักษรในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก วัดอินทรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงปีวอกอายุ ๑๒ ปี ได้บวชเป็นเณร ต่อมาได้ย้ายไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดระฆัง(สมัยพระพุทธโฆษาจารย์นาคเป็น เจ้าอาวาส)

           (Root) 2009417_34310.jpg  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

บรรพชา

       ครบอายุบรรพชาปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๕๐ รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้บวชเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราช(สุก)วัดมหาธาตุเป็นพระอุปชฌาย์

      เมื่ออายุ ๒๑ ปีจำพรรษาอยู่ที่วัดระฆัง อายุ ๖๔ ปีได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมกิตติ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง

(wat) 2009623_26939.jpg

           ปีวอก พ.ศ.๒๔๐๓ รัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดให้สอบพระปริยัติธรรม ณ.พระที่นั่งพุทไธศวรรย์โปรดให้พระเทพกวี(โต)วัดระฆังเป็นกรรมการที่ ๑ เพราะเป็นผู้ชำนาญพระไตปิฎก

ต่อ มาเลื่อนสมณศักดิ์เป็น"สมเด็จพุฒาจารย์" สั่งสอนวิชาความรู้พระบาทสมเด็จพระปิยะรัชกาลที่ ๕ จนกระทั่งขึ้นครองราช ปี ๒๔๑๑  นามสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนม์มายุได้  15  พรรษา

   (Root) 2009417_32814.jpg     (wat) 2009623_28257.jpg

                (Root) 2009417_32946.jpg   วิหารสมเด็จโต

    สมเด็จพุฒาจารย์(โต)มรณะภาพที่......(จากบทความ)

   ครั้น ถึง ณ วันเดือน 5 ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช 1234 (ตรงปีพ.ศ.2415) เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลที่ 5 กรุงเทพมหานคร สมเด็จพุฒาจารย์(โต )ได้ไปดูการก่อสร้างพระโต..ที่วัดบางขุนพรหมใน ก็ไปอาพาธด้วยโรคชราภาพ 15 วันก็ถึงมรณะภาพบนศาลาใหญ่วัดบางขุนพรหมใน..รับตำแหน่งพุฒาจารย์ได้ 7 ปี นับอายุทางจันทรคติได้ 85 ปี ..

 

ตรงกับวันที่  ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ รวมอายุได้ ๘๕ ปี 65 พรรษาพระมีชีวิตอยู่ถึง 5 รัชกาล

ประวัติเนื้อพระสมเด็จ วัดระฆัง

เนื้อพระยุคต้น

สมเด็จวัดระฆัง จัดสร้างประมาณก่อนปี พ.ศ.2390 โดยสมเด็จพุฒาจารย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ชื่อ(โต)พรหมรังษี

     (pd14) 2009419_48227.jpg   (pd14) 2009419_48329.jpg

(pd14) 2009419_47952.jpg  (pd14) 2009419_48024.jpg

เป็น แบบพิมพ์ที่ชาวบ้านสร้าง และช่วยกันกดพิมพ์ตามที่สมเด็จโตสั่ง จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นฟักใหญ่บ้างเล็กบ้าง ไม่มีกรอบกระจก หรือเส้นวาสนา

เนื้อพระยุคต้น ถึง สมเด็จพระธาตุพนม..

(Root) 2009417_31475.gifพระธาตุพนม

        พ.ศ.2395 รัชกาลที่ 4  ทรงโปรดให้ สมเด็จพุฒาจารย์โต,เจ้าคุณธรรมทานาจารย์(เจ้าคุณแนบ),เจ้าคุณธรรมถาวร(เจ้า คุณช่วง),และปลัดไฮ้เข้าตรวจสอบพระธาตุพนม ตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้ จึงให้บูรณะใหม่ทั้งองค์และให้จัดสร้างพระสมเด็จส่วนผสมคือ ปูนจากเจดีย์เก่า พลอยดิบได้รับการถวายจากเขมร และพม่า ทองคำ ลูกปัดทราวดี พระบรมสารีริกธาตุจำนวน 84,000 องค์บรรจุในองค์พระธาตุพนม ส่วนยอดพระธาตุพนมทำด้วยทองคำน้ำหนักถึง 110 กิโล  ให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2408

       เนื้อพระจึงมีลักษณะค่อนข้างละเอียด และผสมเพิ่มเติมด้วยมวลสารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ พลอบดิบ และลูกปัดทราวดี ที่กล่าว สามารถอมแสง และสะท้อนแสงได้

(pd14) 2009419_47050.jpg  (pd14) 2009419_47136.jpg

(pd14) 2009419_47211.jpg    (pd14) 2009419_47273.jpg

(pd14) 2009419_47484.jpg    (pd14) 2009419_47544.jpg

     พ.ศ.  2485   วัดพระธาตุพนม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอารามหลวงชั้นเอก ชั้นมหาวรวิหาร

      วัน ที่ 11 สิงหาคม  ปี พ.ศ.  2518 เวลา 19.38 น พระธาตุพนมได้หักล้มมาทั้งองค์ พระเทพรัตนโมลี(พระธรรมานุวัตร)เจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดในขณะนั้นได้จัดเก็บองค์พระสมเด็จไว้ทั้งหมด และบางส่วนเอาออกให้ผู้มีจิตศัทธาในการช่วยบูรณะพระธาตุไม่ได้เอาออกให้บูชา จึงไม่ค่อยได้เห็นให้ปรากฎในตลาดพระโดยทั่วไป

 เนื้อพระยุคกลางถึงยุคปลาย

(pd410) 2009418_40276.jpg

        หลวง วิจารย์เจียรนัย(เฮง)ช่างหลวงในรัชกาลที่ 4 สร้างแบบพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังโดยแบบพิมพ์ถูกต้องพุทธศิลป์ตามหลักแห่งคำ ภีร์พระมหาปุริส โดยนำแบบพิมพ์พระสุโขทัย พระเชียงแสน พระอู่ทอง  ซึงต่อมาเป็นแบบพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เจดีย์ และพิมพ์เกศบัวตูมตามลำดับ ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด สวยงามถวายสมเด็จโต  ๆ ทรงโปรดมาก และไม่ให้จัดทำพระสมเด็จที่มีขนาดใหญ่อีกต่อไป และทำให้เป็นที่นิยมของนักสะสมพระเครื่องจึงเรียกกันว่า "พิมพ์นิยม"(พระสมเด็จวัดระฆังที่แสดงให้ชมในแกลลอรี่ทั้งหมด) และเป็นผู้แนะนำให้ใช้น้ำมันตังอิ้วเป็นส่วนผสมผสานในเนื้อพระสมเด็จไม่ให้ มีรอยแตกร้าว

      ให้สังเกตุองค์พระส่วนใหญ่จะมีกรอบกระจก และเส้นวาสนาทั้งหมดยกเว้นตัดชิดขอบ แต่ยังคงให้เห็นด้านใดด้านหนึ่งอย่างแน่นอน

           จากบทบันทึกที่ว่า “ตั้งแต่ยังเป็นพระเทพกระวี จนเป็นพระพุฒาจารย์ พระยังไม่แล้ว” หลวงปู่โต ได้เลื่อนสมณศักดิ์ ขึ้นเป็น พระเทพกระวี ใน ปี พ.ศ.2397 และ ดำรงตำแหน่ง ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในปี พ.ศ. 2407 แต่เหตุการณ์ที่บันทึกข้างต้น เป็น เหตุการณ์ใน ปี พ.ศ. 2410 ซึ่งมีการทำพระพิมพ์สามชั้น จำนวน 84000 องค์ โดยมีการบันทึกได้กล่าวถึงมวลสาร ที่ใช้น้ำมันตั้งอิ้วที่กล่าวว่า “ทำพระพิมพ์ ๓ ชนิด สามชั้นนั้น ๘๔๐๐๐ องค์ ทำด้วยผงบ้าง ลานจานเผาบ้าง กระดาษว่าวเขียนยันต์เผาบ้าง ปูนบ้าง น้ำมันบ้าง” และหลวงวิจารเจียรนัย(เฮง) ท่านน่า จะช่วยออกแบบพิมพ์พระสมเด็จในช่วงเวลาเดียวกันก่อน ปี 2397

เนื้อพระยุคปลาย  กลายเป็นพิมพ์นิยม...

           เป็นบล็อก หรือแบบพิมพ์สำเร็จรูปมาจากต่างประเทศไม่ต้องตัดขอบ เป็นขอบสำเร็จรูป จะมีความสมบูรณ์เนื้อจะละเอียดมากเพราะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการจัดบด มวลสาร

(Root) 2009420_78424.jpgวัดเกศไชโยมหาวรวิหาร

สมเด็จวัดเกศไชโย

(watkat) 200979_29807.jpg        (watkat) 200979_30020.jpg

         พ.ศ. 2404 สมเด็จพุฒาจารย์โตมีความประสงค์สร้างพระสมเด็จเพื่อบรรจุในพระใหญ่วัดเกศไชโย แตได้พังทลายลงมาเสียก่อน 

         พ.ศ.2406-2407 สมเด็จพุฒาจารย์(โต)จึงสร้างพระพุทธรูปใหญ่ใหม่ และบรรจุพระสมเด็จจำนวน 84,000 องค์แแต่เนื่องจากการจัดสร้างจากเนื้องผงพระแตกร้าวซึ่งจัดสร้างจากผง พุทธคุณ  5 ชนิด และผงเกษรดอกไม้,ปูนขาว และข้าวสุก จึงเพิ่มส่วนผสม กล้วยหอมจันทน์ ,กล้วยน้ำว้า และเปลืกกล้วย เนื้อพระจึงออกมาเป็นสเหลืองนวล และยังแตกร้าวแต่น้อยลงหลวงวิจารเจียรนัย(เฮง) ช่างหลวงในรัชกาลที่  4 จึงถวายคำแนะนำให้ผสมสูตรน้ำมันตังอิ้วทำให้เนื้อพระไม่แตกจึงจัดสร้างตาม จำนวนแต่เนื่องจากมวลสารไม่พอจึงบรรจุสมเด็จวัดระฆังลงไปด้วย

(Root) 2009420_78271.jpg  (Root) 2009420_78339.jpgวัดใหม่อมตรส

สมเด็จวัดบางขุนพรหม(วัดใหม่อมตรส)

           พ.ศ.2411-2413 สมเด็จพุฒาจารย์(โต)ประธานฝ่ายสงฆ์ และเสมียนตราด้วง(ต้นตระกูลธนโกเศส) ประธานฝ่ายฆาราวาส บูรณะวัดบางขุนพรหมนำพระสมเด็จจำนวน 84,000 องค์ เสร็จสมบูรณ์ มีจำนวน 9 พิมพ์ พิมพ์ใหญ่, เส้นด้ายเจดีย์ ,เกศบัวตูม, ฐานแซม,สังฆาฏิ,อกครุฑ, ฐานคู่ ,และปรกโพธิ์ และปรากฎสมเด็จวัดระฆัง และสมเด็จวัดเกศไชโยปะปนอยู่ด้วย

        เสมียนตราด้วงได้จัดทำแบบพิมพ์พระเพิ่มคือ พิมพ์ไสยาสน์,พิมพ์พระสีวลี, และหมอนข้างเล็ก เพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์เล็ก   เนื้อมวลสารเช่นเดียวกัน เรียกพระสมเด็จกรุเจดีย์เล็ก พร้อมกันนั้นสมเด็จ(โต)ได้ปลุกเสก และบรรจุลงกรุในคราวเดียวกัน 

        ช่วงแรก ๆ นักนิยมพระไม่สนใจ ต่อมาภายหลังดูเนื้อ และคราบกรุหนา ๆ ก็ยอมรับว่าเป็นเนื้อ และยุคสมัยเดียวกัน สมเด็จวัดใหม่อมตรส กรุเจดีย์เล็ก องค์สวย ๆ ไม่บิ่น คราบกรุหนา ๆนักนิยมพระเครื่อง ตั้งราคาไว้ถึง 6 หลักเชียว

         พ.ศ. 2416 เกิดอหิวาตกโรคมีผู้มีจิตศัทธา อาราธนาพระสมเด็จฝนองค์พระสวดพระคาถาชินบัญชรผสมน้ำรักษาโรคหายได้ จึงมีผู้ลักลอบตกเบ็ดพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเพื่อรักษาโรค และให่เช่าบูชา

             เปิดกรุ ทั้งหมด 3 ครั้งไม่เป็นทางการ 2 ครั้ง ปีพ.ศ.2436 และ2459 เรียก"กรุเก่า"ไม่รวมการตกเบ็ดพระโดยวิธีปั้นดินเหนียวผูกเชือกหย่อนลงไปใน กรุให้พระติดดินเหนียวออกมา

          พ. ศ.2485 น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร และท่วมวัดบางขุนพรหม พระที่ได้มาหลังปีนี้จึงค่อนข้างขาวซีด และเกิดคราบกรุ ตระไคร่น้ำ และคราบขาวนักนิยมพระเครื่องเรียกฟองเต้าหู้
             เปิดกรุเป็น ทางการ ปี  พ.ศ.2500 โดยจอมพลประพาส จารุเสถียร เป็นประธาน เรียกว่า "พระกรุใหม่"จะมีตรายางประทับหลังองค์พระ

       กรุเจดีย์เล็กเป็นกรุที่สร้างรอบเจดีย์ประธาน หลังจากสร้างเจดีย์ประธานเสร็จ และสร้างพระสมเด็จบรรจุไว้สันนิษฐานว่า ใช้สูตร และเนื้อมวลสารเช่นเดียวกันกับสมเด็จวัดบางขุนพรหม เนื้อหา และคราบกรุนักนิยมพระเครื่องได้ดูว่าเนื้อจัดเช่นกัน

        เปิดกรุเมื่อไหร่ไม่ปรากฎ สังเกตุทางวัดจะจัดทำกล่องบรรจุระบุว่าเป็น"สมเด็จวัดใหม่อมตรส(กรุเจดีย์ เล็ก)" และจะมีตราวัดประทับไว้หลังองค์พระเช่นเดียวกันกับพระกรุใหม่

พระสมเด็จกรุบางขุนพรหมที่ปรากฎจะมีอยู่ 2 เนื้อ

1.สมเด็จบางขุนพรหมเนื้อวัดระฆัง(กรุเก่า)

        จะไม่ปรากฎคราบกรุเลย และจะปรากฎเห็นเนื้อเกินที่ขอบพระอย่างสมบูรณ์

(pd15) 2009419_61064.jpg   (pd15) 2009419_61122.jpg

(pd15) 2009419_61340.jpg   (pd15) 2009419_61402.jpg

2.เนื้อแก่ปูน(จะออกขาวนวล)คราบกรุจำนวนมาก(กรุใหม่)

(pd16) 2009421_33784.jpg    (pd16) 2009421_33845.jpg

(pd16) 2009421_34379.jpg    (pd16) 2009421_34439.jpg

(pd16) 2009421_34504.jpg    (pd16) 2009421_34564.jpg

      เปิดกรุเป็นทางการมื่อ ปี 2500 โดยจอมพลประพาส จารุเสถียรเป็นประธาน  จะปรากฎคราบกรุ และหินปูนเกาะจำนวนมาก

  กรุเจดีย์เล็ก

(pd160) 2009425_45246.jpg   (pd160) 2009425_45323.jpg

(pd160) 2009425_45459.jpg  (pd160) 2009425_45552.jpg

(pd160) 2009425_45652.jpg  (pd160) 2009425_47687.jpg

-เปิดกรุไม่ปรากฎ

เนื้อพระสมเด็จในสายตานักนิยมพระเครื่อง(พิมพ์นิยม)

เนื้อวัดระฆังโดยตรง(ขาวอมเหลือง)

(pd2) 200945_4958.jpg  (pd2) 200945_5040.jpg

เนื้อ สีขาวอมเหลืองนี้เป็นวรรณของวัดระฆังโดยตรง องค์นี้เป็นสังฆาฏิชัดเจน เห็นผ้าทิพย์รำไร เส้นซุ้มหนาแบบหวายผ่าซีก เกศเอียง คมขวานฐานสิงห์หย่อนท้องช้างได้รูป

เนื้อนิยม(น้ำตาลอ่อน)

(pd12) 2009418_40958.jpg  (pd12) 2009418_41035.jpg

    มิติของเส้นซุ้มครรอบแก้วม้วนเส้นขนมจีนเกิดจากมวลสารยุบตัว

เนื้อกวนอู

(phasomdej1) 200944_85999.jpg   (phasomdej1) 200944_86061.jpg

             เกิดจากในอดีตผู้ครอบครองพระสมเด็จได้นำพระสมเด็จใส่ห่อผ้าสีแดง และสีจากผ้าที่ห่อพระตกใส่ มีเซียนพระสังเกตุ และตั้งชื่อสีแดงที่ติดองค์พระเหมือนหน้าองค์กวนอู จึงเรียกว่า "เนื้อองค์กวนอู"

เนื้อโกเด

      (pd91) 2009518_3496.jpg    (pd91) 2009518_3659.jpg

            เกิดจากเมื่อ 40-60 ปีก่อนมีคนจีนเจ้าของเรือที่คลองรังสิตชื่อ"โกเด"นำพระสมเด็จเนื้อที่ปราก ฎดังรูปนำมาออกให้เซียนพระชมจนเรืองลือไปทั่วทั้งคลองรังสิตจนเซียนพระขนาน นามเนื้อพระดังกล่าวว่า"องค์โกเด"

เนื้อลงรักจากประเทศจีน หรือรักน้ำเกลี้ยง

(pd12) 2009414_56731.jpg  (pd12) 2009414_56804.jpg

(pd15) 2009419_59865.jpg     (pd15) 2009419_59970.jpg


เนื้อลงชาดแดง และรักดำ

(pd2) 200945_5205.jpg      (pd2) 200945_5335.jpg

เนื้อลงรักดำ

(pd11) 2009414_39334.jpg  (pd11) 2009414_39435.jpg

(pd11) 2009414_40054.jpg (pd11) 2009414_40171.jpg

เนื้อลงรักปิดทองโบราณ

(pd6) 200948_27259.jpg   (pd6) 200948_27165.jpg



เนื้อแตกผสม(ลายงาผสมลายสังขโลก)

(pd12) 2009414_55363.jpg  (pd12) 2009414_55448.jpg

วิธีสังเกตุ -

        แตกลายงานั้นต้องแตกในออกสู่นอกแตกระแหงเหมือนทุ่งนาข้าวแห้งแล้ง ซึ่งพระใหม่ทำไม่เหมือน องค์นี้มีเนื้อเกินที่ขอบเป็นการตัดขอบแบบโบราณจากหลังไปด้านหน้า

 เนื้อพระสองคลอง    (กรุเก่า)

(pd8) 2009413_69744.jpg  (pd8) 2009413_69813.jpg

เนื้อพระสองคลอง    (กรุใหม่)  

หลังน้ำท่วมกรุงเทพ  พ.ศ.   2485  ...ลักษณะกรุทับทอง..ทองทับกรุ

     (cofee1) 2009520_33232.jpg    (cofee1) 2009520_33293.jpg

(pd12) 2009418_40585.jpg  (pd12) 2009418_40667.jpg

(pd12) 2009418_40796.jpg  (pd12) 2009418_40882.jpg

เป็นสมเด็จวัดระฆังที่ฝากกรุวัดบางขุนพรหม หรือพระสองคลองนั้นเองทั้งหมด สามองค์  

       องค์แรกปิดทองหนึ่งแผ่น แล้วบรรจุกรุ

        องค์ที่ 2,3  ผ่านการล้างรักและคราบตระไคร่ คราบกรุ เนื่องจากน้ำท่วมวัดบางขุนพรหมเห็นเนื้อมวลสารทั้งหมดชัดเจนมาก หินเปลือกหอยมันวาววับ เศษพระผงเก่าสีแดง สีฟ้าเพียบ(มีแสดงอยู่ในหมวดพระ 6 ล้านบาท)- ดูรายละเอียดห้องกาแฟ

เนื้อแตกลายสังขโลก

(pd91) 2009518_5215.jpg     (pd91) 2009518_5273.jpg

 

องค์นี้พิมพ์ใหญ่พระประธาน หลังเรียบ

เนื้อกระยาสาต (หรือเนื้อตุ๊บตั๊บ)

(pd12) 2009414_56392.jpg    (pd12) 2009414_56469.jpg

ประวัติด้านหลังสมเด็จวัดระฆัง

หลังกาบหมาก  หรือหลังเสี้ยนไม้กระดาน

         (pd11) 2009414_39435.jpg     (pd11) 2009414_40171.jpg 

หลังขั้นบันไดลักษณะที่ 1

(pd91) 2009518_5640.jpg     (pd2) 200945_5335.jpg

หลังขั้นบันไดลักษณะที่ 2

 (pd12) 2009414_56273.jpg (pd8) 2009413_70063.jpg

หลังเรียบ

       (pd91) 2009518_5273.jpg     (pd91) 2009415_73349.jpg

หลังสังขยาหรือรูพรุน

         (pd91) 2009518_6044.jpg    (pd91) 2009415_70344.jpg

หลังเหรียญเฟื้องรัชกาลที่ 5

(Root) 200959_24027.jpg  (pd11) 2009414_37987.jpg

(pd6) 200948_27362.jpg  (pd6) 200948_27463.jpg

ประวัติเหรียญกษาปณ์ในรัชกาลกรุงรัตนโกสินทร์

(Root) 2009417_71313.jpgรัชกาลที่ 3

         รัชกาลที่ 3 ใช้เงินสกุลหอยเบื้ย และเงินพดด้วง

ปี พ.ศ.2378 นำเข้าเบี้ยทองแดงจากประเทศอังกฤษ แต่ไม่โปรดให้ออกใช้

(Root) 2009417_71445.jpgรัชกาลที่ 4

        รัชกาลที่ 4 การค้าต่างประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว

     พ.ศ.2400 พระนางเจ้าวิกตอเรีย แห่งประเทศอังกฤษ ถวายเครื่องทำเครื่องทำเหรีญขนาดเล็ก ใช้แรงคนบีบอัด เป็นครั้งแรกที่ผลิตเหรียญจากเครื่องเรียก "เหรียญเงินบรรณาการ"

      ปลาย พ.ศ.2401 -นำเข้าเครื่องทำเหรียญใช้แรงดันเครื่องจักร์ไอน้ำจากบริษัท เทเลอร์

(Root) 2009417_72384.gifโรงกษาปณ์สิทธิการ

             พ.ศ. 2403 สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดสร้างโรงกษาปณ์ชื่อ "สิทธิการ"  เป็นแห่งแรก ผลิตเหรีญ 6 ชนิด คือ สองบาท หนึ่งบาท สองสลึง หนึ่งสลึง หนึ่งเฟื้อง สองไพ

(Root) 2009417_71520.jpgรัชกาลที่ 5

      พระสมเด็จวัดระฆังหลังเหรียญเฟื้องนี้สร้างขึึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราช เมื่อพระชนมายุได้ 15 พรรษา(ตำหนิเหรียญยังทรงพระเยาว์ ไม่มีหนวด)สมเด็จพุฒาจารย์โตอายุ 81 ปี

     สร้างพระสมเด็จวัดระฆังหลังเหรียญไว้ 3 ชนิด คือเหรียญเงิน ทองคำ และนาก นอกจากกดเหรียญแล้ว ยังนำวัตถุมงคลกดไว้หลังสมเด็จวัดระฆังอีกหลายชนิด เช่นรูปหล่อเหมือนสมเด็จโต,พระยอดธงอยุธยา,และอื่น ๆ

 

    ย้อนกลับหน้า 1 คลิ๊ก                                หน้าต่อไป คลิ๊กเลย

ติดต่อเรา
ชื่อของคุณ
อีเมลของคุณ
เบอร์โทรของคุณ
เรื่องที่ติดต่อ
ข้อความ
captcha

                                                              สายด่วน..ทนายนก  085-1328136

                                             


 

----------------------------------------------------------------------------------------------

 
 
Online:  28
Visits:  9,438,290
Today:  3,991
PageView/Month:  322,772