พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

Engine by สยามทูเว็บผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป
  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก   
 

วังหน้า

“วังหน้า” ที่ปรากฏในยุครัตนโกสินทร์นี้ เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อพุทธศักราช2325 และได้ยกเลิกตำแหน่งนี้เมื่อ “วังหน้า” พระองค์สุดท้ายคือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทิวงคต เมื่อพุทธศักราช 2428 ในสมัยรัชกาลที่ 5 รวมเวลาที่มีตำแหน่ง “วังหน้า” ในสมัย

รัตนโกสินทร์ 103 ปี

   วังหน้า เป็นชื่อที่สามัญชนชอบ ใช้เรียกพระมหาอุปราช ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีขึ้นครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยตราพระราชกำหนดศักดินาพลเรือนขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2009 ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เปลี่ยนนามวังที่ประทับของพระมหาอุปราชให้สูงขึ้นเสมอพระราชวังหลวง เรียกว่า พระราชวังบวรสถานมงคล เหตุที่สามัญชนเรียก พระราชวังบวรสถานมงคลว่า วังหน้า อธิบาย ได้ 3 ประการดังนี้ ประการที่ 1 หมายถึงวังที่ตั้งอยู่ข้างหน้าของพระราชวังหลวง สมัยอยุธยา ครั้งเมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นพระมหาอุปราช ประกาศอิสรภาพพ้นการเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว เสด็จมาประทับในพระนครศรีอยุธยา ทรงสร้างพระราชวังขึ้นใหม่ทางด้านหน้าของพระราชวังหลวง จึงถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งวังที่ประทับของพระมหาอุปราช ประการที่ 2 ลักษณะการจัดขบวนทัพออกรบ ทัพของพระมหาอุปราชจะยกออกเป็นทัพหน้า เรียกว่าฝ่ายหน้า และเรียกวังที่ประทับของแม่ทัพว่า วังฝ่ายหน้า และย่อเป็นวังหน้าในที่สุด ประการสุดท้าย วังหน้าจะปรากฏเรียกเฉพาะในเวลาที่บ้านเมืองมีพระมหาอุปราชเท่านั้น สมัยธนบุรี ไม่มีตำแหน่ง พระมหาอุปราช จึงไม่ปรากฏว่ามี วังหน้าในสมัยนั้น

วังหน้า ระหว่าง ปี พ.ศ. 2325-2346


     เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพุทธศักราช 2325 โปรดให้พระยาจิตรเสวี และพระยาธรรมธิกรณ์ เป็นแม่กองย้ายชุมชนชาวจีนไปอยู่บริเวณวัดสามปลื้มและวัดสามเพ็ง เพื่อใช้ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้จากวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพน) จรดวัดสลัก (วัดมหาธาตุ) ในการสร้างพระบรมหาราชวัง (วังหลวง) และโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช ซึ่งดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชยาติกรรมที่ดินบางส่วนของวัดสลักไปทางเหนือจรด คลองโรงไหม (บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร) เพื่อสร้างเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์ทรงเป็นพระมหาอุปราชที่มีความสามารถในการรบเป็นอย่างยิ่งเป็นที่ เลื่องลือ ในบรรดานักรบต่างชาติ เช่น พม่า ในนามของพระยาสุรสีห์ หรือพระยาเสือ ทรงดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราช เป็นเวลา 21 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2346 ในสมัยของพระองค์พื้นที่วังหน้าด้านเหนือติดกับคลองคูเมือง เป็นสำนักชี เรียกกันว่า วัดหลวงชี เพราะเป็นที่จำศีลของ นักชี มารดาของนักองค์อี ซึ่งเป็นพระชายา ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยนาฎศิลป

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2349-2360


     หลังจากกรมพระราชวังบวรมหาสุ รสิงหนาท สวรรคต ตำแหน่งพระมหาอุปราช ว่างลงเป็นเวลา 3 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงแต่งตั้ง พระโอรส คือ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เป็นพระมหาอุปราช แต่ทรงประทับที่พระราชวังเดิม (ที่ทำการกองเรือยุทธการในปัจจุบัน) ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราช 3 ปี พุทธศักราช 2352 เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ที่ 2 ของสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ทรงสถาปนาพระอนุชาธิราชให้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ทรงพระนาม กรมพระราชวังบวรเสนานุรักษ์ พระองค์ได้ช่วยสมเด็จพระเชษฐาปฏิบัติราชการอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้เพราะพระเชษฐา คือพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นกวีและศิลปิน พระองค์สนพระทัยในเรื่องศิลปะ วรรณคดีและนาฎศิลป์เป็นอันมาก ฉะนั้น พระอนุชาจึงต้องช่วยแบ่งภาระในการบริหารราชการไปเป็นส่วนมาก ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราชเป็นเวลา 8 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2360 ตำแหน่งพระมหาอุปราชว่างลงจนสิ้นรัชกาล

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2367-2375


     เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อพุทธศักราช 2367 โปรดให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมหาศักดิ์พลเสพ ดำรงพระยศพระมหาอุปราช พระองค์เป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดให้มีการรื้อและสร้างอาคารต่าง ๆ ภายในพระราชวังบวรฯอย่างมาก โปรดให้สร้างวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้าขึ้น ตรงบริเวณที่เคยเป็นสำนักชีเมื่อครั้งสมัยกรมพระราชวังบวรพระองค์แรก และรื้ออกทำเป็นสวนกระต่ายเมื่อสมัยกรมพระราชวังบวรเสนานุรักษ์ ปัจจุบันโบราณสถานแห่งนี้ยังตั้งเด่นเป็นสง่าแก่วิทยาลัยนาฎศิลป พระองค์ทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราชเป็นเวลา 8 ปี เสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช 2375 จากนั้นตำแหน่งพระมหาอุปราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่างลงเป็นเวลา 18 ปี

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2394-2408


     พุทธศักราช 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงแต่งตั้งพระอนุชา เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระมหาอุปราช และให้มีพระเกียรติยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวต่างประเทศเรียกว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง พระองค์สนพระทัย เรื่องปืน การสร้างเรือกลไฟ เรือรบ โปรดการทหาร การกีฬาดนตรี ตลอดจนการศึกษาภาษาอังกฤษ โปรดขนบธรรมเนียมและความเป็นอยู่อย่างชาวตะวันตก ทรงปฏิสังขรณ์ต่อเติมและสร้างพระราชมณเฑียรใหม่ สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ จากพระอุโบสถวัดพระแก้ว วังหลวง กลับมาไว้ที่วังหน้าดังเดิม (ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) โปรดให้ช่างวาดจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับตำนานพระพุทธสิหิงค์ และประวัติอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ไว้ที่ผนังในพระอุโบสถและพระราชทานนามว่า วัดบวรสถานสุทธาวาส สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงดำรงราชสมบัติเป็นเวลา 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธศักราช 2408 ตำแหน่งพระมหาอุปราชว่างลงอีกครั้งเป็นเวลา 3 ปี

วังหน้า ระหว่างปี พ.ศ. 2411-2428


     พุทธศักราช 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ คณะเสนาบดี และพระบรมวงศานุวงศ์ได้อัญเชิญ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ดำรงพระยศพระมหาอุปราช ทรงมีคุณานูปการต่องานช่างทุกแขนง ทรงอุปถัมภ์ช่างฝีมือเอกรวบรวมไว้ในวังหน้า ฝีมือช่างวังหน้าจึงเป็นฝีมือชั้นสูงในงานศิลปะหลายแขนง จนได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่าง พระองค์ทรงดำรงพระยศเป็นเวลา 17 ปี เสด็จทิวงคตในปีพุทธศักราช 2428 เป็นวังหน้าองค์สุดท้ายของประเทศไทย

     วัน ที่ 4 กันยายน 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดให้ประกาศพระราชกฤษฎีกายกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช และโปรดให้จัดเขตวังหน้าขึ้น นอกริมน้ำด้านตะวันตกเป็นโรงทหารรักษาพระองค์ ขยายเขตวังชั้นนอกด้านทิศตะวันออกเป็นท้องสนามหลวง หลังจากเสด็จกลับจากประพาสยุโรป พุทธศักราช 2440 โปรดให้ขยายส่วนของสนามหลวงขึ้นไปทางเหนือรวมทั้งรื้อป้อม และอาคารที่ชำรุดทรุดโทรม รอบ ๆ วัดบวรสถานสุทธาวาสลง คงเหลือแต่ตัวพระอุโบสถไว้ และโปรดให้ใช้พระอุโบสถเป็นพระเมรุพิมานสำหรับประดิษฐานพระบรมศพ เวลาสมโภช และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแทนพระเมรุใหญ่ท้องสนามหลวง และปลูกพระเมรุน้อยที่พระราชทานเพลิงต่อออกไปทางด้านเหนือ เมื่อเจ้านายวังหน้าสิ้นพระชนม์เหลืออยู่น้อยพระองค์ จึงโปรดให้เสด็จไปอยู่ในพระราชวังหลวง ส่วนพื้นที่วังหน้านอกจากบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานนั้น โปรดให้กระทรวงกลาโหมดูแลรักษาต่อมา

     พุทธศักราช 2475 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลกำหนดการศึกษาของชาติให้คนไทยมีสิทธิขั้นพื้นฐานให้ ได้รับการศึกษา อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงของชาติสืบไป พระบรมราชวังของสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานทั้ง 5 พระองค์ ได้ใช้เป็นสถาบันการศึกษา และสถานที่ราชการ คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงละครแห่งชาติ และวิทยาลัยนาฎศิลป ซึ่งล้วนเป็นสถาบันที่บ่งบอกความเป็นอารยะของชาติ

------------------------------

วังหลัง

เรื่องกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือ กรมพระราชวังหลัง หรือที่ออกพระนามกันทั่วๆ ไปในรัชกาลที่ ๑ ว่า พระวังหลัง อีกครั้ง

            เนื่องจากมีผู้ถามใช้นามว่า นักเรียนเก่าโรงเรียนวัดบพิตรพิมุข ขอให้เล่าเรื่องของพระองค์ท่านให้ละเอียด และถามว่า สมัยอยุธยามีกรมพระราชวังหลังกี่พระองค์

            ผู้ถามบอกว่าเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนวัดบพิตรพิมุข ใช้คำว่า ‘วัด’

            ไม่ทราบว่าเป็นนักเรียนเก่าแผนกสามัญ หรือแผนกเลขานุการ และภาษาต่างประเทศ เพราะแรกเริ่มเดิมทีเดียวโรงเรียนวัดบพิตรพิมุข เป็นโรงเรียนสามัญศึกษา เช่นเดียวกับโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ โรงเรียนวัดบวรนิเวศน์ และโรงเรียนวัดต่างๆ

            ต่อมาเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ได้เปิดสอนแผนกเลขานุการและภาษาต่างประเทศ แต่ก็ยังเรียกว่า โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข แผนกเลขานุการและภาษาต่างประเทศ ไม่ได้ทิ้งคำว่า ‘วัด’

            แต่ปัจจุบันนี้ยกฐานะเทียบเท่ามหาวิทยาลัย เปลี่ยนเป็น “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตบพิตรพิมุขจักรวรรดิ์”

            มีคำว่า ‘จักรวรรดิ์’ ต่อท้าย เพราะยังอยู่ที่เดิมคือที่วัดบพิตรพิมุขตรงข้างๆ วัด เนื่องจากแตกแขนงออกไปตั้งอยู่ที่ทุ่งมหาเมฆอีกแห่งหนึ่ง คือ “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตบพิตรพิมุข ทุ่งมหาเมฆ”

            สมัยก่อนโน้น วัดพุทธศาสนาเป็นทุกอย่างในสังคม เป็นศูนย์กลางที่พบปะกันเหมือนสโมสรหรือสมาคม ผู้ใหญ่ไปฟังเทศน์ หนุ่มๆ สาวๆ ก็ตามไปพบปะกันงานประเพณีอะไรต่างๆ ก็มีที่วัด เป็นโรงเรียนของเด็กๆ เป็นสนามเด็กเล่น บางทีก็แอบไม้เรียวของสมภารเอาเป็นเวทีมวยด้วย เป็นที่อาศัยกินข้าวก้นบาตรของคนจรจัด หมาแมวใครไม่อยากเลี้ยงก็เอามาปล่อยให้อาศัยวัด คนพลัดถิ่นไม่รู้จะไปนอนไหนก็นอนวัด วัดเมื่อสักหกสิบปีก่อนขึ้นไปเป็นอย่างนั้น ตกมาถึงสมัยนี้ วัดเป็นที่พึ่งอะไรของสังคมบ้าง พูดไม่ถนัด

โรงพยาบาลหลวง ในรัชกาลที่ ๕ (ซึ่งต่อมาคือโรงพยาบาลศิริราช) ตั้งในบริเวณที่ดินตำบลสวนมังคุด สวนลิ้นจี่ และบ้านปืน ซ้ำเรียกรวมๆ กันว่าบริเวณวังหลัง

            เล่าเรื่องโรงเรียนวัด นึ6กไปถึงสมัยเด็กๆ ดูเหมือนจะอ่านหนังสือชุดพล นิกรกิมหงวน นี่แหละ พบคำพูดล้อๆ ถึงเรื่องโรงเรียนวัด ถามว่าเรียนโรงเรียนไหน บอกว่าโรงเรียนวัดลิงขบ

            เข้าใจว่าพูดล้อกันเล่นๆ อยู่ตั้งนาน จึงได้ทราบว่า ‘วัดลิงขบ’ นั้นมีจริงๆ  อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฟากตะวันตก เหนือคลองบางกอกน้อยขึ้นไป เป็นวัดเก่าแก่ เดิมเรียกกันว่า ‘วัดลิงขบ’ ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ในรัชกาลที่ ๒ ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงได้รับพระราชทานชื่อว่า ‘วัดบวรมงคล’

            วัดบพิตรพิมุข นั้น เดิมชื่อวัดเชิงเลน หรือชาวบ้านเรียกว่า วัดตีนเลน (คงอย่างเดียวกับนกนางแอ่น ซึ่งชาวบ้านเรียกว่านกอีแอ่น)

            เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ซึ่งต่อไปจะออกพระนามว่า ‘กรมพระราชวังหลัง’ ทรงบูรณะปฎิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งพระอาราม และน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงพระราชทานนามว่า ‘วัดบพิตรพิมุข’ เป็นพระเกียรติยศ

             “กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” หรือกรมพระราชวังหลัง เพิ่งมีสถาปนาขึ้นในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา เมื่อทรงตั้งพระราชวงศ์ใหม่ โปรดให้หลวงสรศักดิ์ ราชโอรสบุญธรรมเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ให้นายจบคชประสิทธ์หลานชายเป็นเจ้านายชั้นสูงรองลงมาจากพระมหาอุปราช จึงโปรดให้นำระเบียบการตั้งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาตั้งกรม ‘วังหลัง’ เรียกนามกรมว่า “กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” ตั้งแต่นั้นมา

            ในสมัยอยุธยา “กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” มีเพียง ๒ พระองค์ คือ ในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ดังกล่าวมาแล้ว

            และในแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าเสือ ทรงสถาปนาพระราชโอรส พระองค์ใหญ่ ‘เจ้าฟ้าเพชร’ เป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล สถาปนาพระราชโอรสพระองค์เล็ก ‘เจ้าฟ้าพร’ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข แต่ออกพระนามกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ว่า ‘พระบัณฑูรน้อย’ มิได้ออกพระนามว่า กรมพระราชวังหลัง เหมือนดังรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา

            ทว่า ‘วังหลัง’ นี้ จริงๆ แล้ว มีมาแต่ครั้งพระมหาธรรมราชา แต่เป็นเพียง วังที่ประทับมิได้สถาปนาขึ้นเป็นกรม ดังในเวลาต่อมา

            คือในสมัยพระมหาธรรมราชา (พระชามาดา หรือลูกเขย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ และ สมเด็จพระสุริโยทัยนั่นแหละ) เสด็จขึ้นครองแผ่นดินแล้ว โปรดให้สมเด็จพระนเรศวร สร้างวังที่ประทับอยู่ด้านหน้าพระราชวังหลวง เรียกว่า ‘วังหน้า’ โปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถ สร้างวังที่สวนหลวงด้านหลังพระราชวังหลวง จึงเรียกกันว่า ‘วังหลัง’ เกิดมี ‘วังหลวง’ ‘วังหน้า’ ‘วังหลัง’ ในรัชกาลนี้เอง

            ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้พระไตรภูวนาถพิตยวงศ์ พระราชอนุชา พระองค์หนึ่ง ประทับอยู่ที่ ‘วังหลัง’ แต่ก็เป็นเพียงที่ประทับเช่นเดียวกันกับ สมเด็จพระเอกาทศรถ ในรัชกาลพระมหาธรรมราชา

            ดังนั้น ‘วังหลัง’ ในสมัยอยุธยา จึงมี ๔ พระองค์ แต่สถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เพียง ๒ พระองค์ ดังกล่าว

            กรมพระราชวังหลังกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอรัชกาลที่ ๑ มีพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีด้วยกัน รวม ๓ พระองค์ เมื่อสถาปนาพระบรมราชวงศ์ ได้ดำรงพระอิสริยยศเจ้าฟ้าทรงกรม ทั้ง ๓ พระองค์ พระนามกรมคล้องจองกันดังนี้

            เจ้าฟ้า กรมหลวง อนุรักษ์เทเวศน์ (ต่อมาคือกรมพระราชวังหลัง)

            เจ้าฟ้า กรมหลวง ธิเบศรบดินทร์

            เจ้าฟ้า กรมหลวง นรินทร์รณเรศ (ต้นราชสกุล ‘นรินทรางกูร ณ อยุธยา’

            พระโอรสสามพระองค์ในกรมพระราชวังหลัง ล้วนแต่ประสูติสมัยกรุงธนบุรี ในรัชกาลที่ ๑ จึงได้ทรงเป็นกำลังรบทัพจับศึกช่วยราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดฯให้ทรงกรม ทั้ง ๓ พระองค์ คือ

            ๑. กรมหมื่นนราเทเวศร์ (พระองค์เจ้าชายปาน) ต้นราชสกุล ‘ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา’

            ๒. กรมหมื่นนเรศร์โยธี (พระองค์เจ้าชายบัว) ว่ากันว่าทรงเป็นหมัน

            ๓. กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายแตง) ต่อมาเลื่อนเป็นกรมหลวงในรัชกาลที่ ๓ ต้นราชสกุล ‘เสนีวงศ์ ณ อยุธยา’

            กรมพระราชวังหลังนั้น ทรงเป็น ‘หลานน้า’ ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท โปรดปรานมาก เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ ทรงพระประชวรหนัก ทรงเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการแทบทุกวัน

            ในพระนิพนธ์ของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอชั้น ๑ พระองค์เจ้า (หญิง) กัมพุชฉัตร เรื่องนิพพานวังหน้า ทรงบรรยายถึงเมื่อ ‘วังหน้า’ จะเสด็จสวรรคต เอาไว้ว่า

             “จึงออกโอษฐ์เรียกโอ้ปิโยรส
            ทรงกำสรดซ้ำสั่งอนุสนธิ์
            อยู่หลังนะจงเจียมเสงี่ยมตน
            ฝากชนม์พระปิตุลาอย่าอาวรณ์
            อย่าประมาทเกรงราชภัยผิด
            ระวังจิตรนะจงจำคำสั่งสอน
            สุจริตคิดพระคุณดังบิดร
            พ่อจะจรจากแล้วประโลมลา
            อันสมเด็จหน่อนาถพระราชบุตร
            จะเป็นมงกุฎสืบสายไปภายหน้า
            อย่าบังอาจล่วงพระราชอาชญา
            พ่อจะนิราร้างเจ้าไม่เนานาน
            จึงให้หาพระบัญชาวังหลังสั่ง
            พ่ออยู่หลังเลี้ยงน้องประคองหลาน
            พระนัดดาน้อมศิระลงกราบกราน
            ก็จากสถานเมืองมิ่งพิมานแมน”

            ใน พระนิพนธ์ เรียก ‘วังหลัง’ ว่า ‘พระบัญชา’ คงจะทำนองเดียวกับเรียก ‘วังหน้า’ ว่า ‘พระบัณฑูร’ ‘พระนัดดา’ นั้น จริงๆ แล้วหมายถึง หลานปู่ หลานตา ส่วนหลานน้า ลูกของพี่สาว หรือหลานลุง ลูกของน้องสาว ราชาศัพท์ว่า ‘ภาดิไนย’ แต่ในสมัยก่อนเรียกรวมๆ กันไปหมดว่า นัดดา ดังชาวบ้านเรียก ‘หลาน’ หมด ไม่ว่าหลานอะไร

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กรมท่า

ประเทศไทย ติดต่อค้าขายกับต่างชาติมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยนั้นมิได้เรียก "กรมเจ้าท่า" อย่างเช่นปัจจุบัน เรียก เจ้าภาษีบ้าง นายด่านบ้างและนายขนอมตลาดบ้าง ซึ่งทั้งหมดทำหน้าที่บังคับการจอดสมอเรือค้าขาย เก็บค่าธรรมเนียมเรือค้าขายที่เข้าและออกราชอาณาจักร โดยอยู่ในความปกครอง บังคับบัญชาของกรมพระคลังส่วนคำว่า "กรมท่า" แต่เดิมคงหมายถึง เจ้าท่าตามระบบเก่า หากแต่มีความหมายกว้างขวางออกไปอีก กรมท่าเป็นส่วนราชการที่มีแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

เจ้าท่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายทางเรือกับต่างชาติ

สเปน ฮอลันดา ญี่ปุ่น อังกฤษ เดนมาร์ก และฝรั่งเศสเข้ามาติดต่อค้าขายตามลำดับการค้าขายกับต่างชาติอยู่ในความควบ คุมดูแลของกรมพระคลังสินค้า ซึ่งสันนิษฐานว่าตั้งขึ้นในสมัยพระเจ้าประสาททอง เป็นหน่วยงานหลวงเพื่อผูกขาดสินค้าบางอย่างเป็นสินค้าต้องห้าม ไม่ให้พ่อค้าประชาชนซื้อขายโดยตรง นอกจากผูกขาดซื้อขายสินค้าแล้ว พระคลังสินค้ายังมีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือสินค้าต่างชาติ ค่าภาษีสินค้าและค่าธรรมเนียมเข้าออก
คำ "เจ้าท่า" ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ตาม ประวัติศาสตร์ คำว่า "เจ้าท่า" มีมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในรัชกาลพระองค์ การค้าขายทางเรือกับต่างชาติปรากฏว่า รุ่งเรืองยิ่งกว่าสมัยใด ๆ ในยุคนั้น คำว่า "เจ้าท่า" สันนิษฐานว่ามาจากภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเรียกว่าเจ้าท่าว่า "Shah Bardar"

เจ้าท่าสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงตั้งเจ้าท่าเพื่อดูแลตรวจตราบรรดาเรือแพ และเก็บค่าธรรมเนียมเรือค้าขายหรือเรือที่เข้าออกประเทศไทย

เจ้าท่าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ เกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่น เจษฎาบดินทร์ ได้ว่าการกรมท่า และได้ทรงจัดการคลังของประเทศให้มีรายได้มากยิ่งขึ้นกว่าแต่กาลก่อน

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยเรือใหม่ 10 มาตรา เรือเล็ก 7 มาตรา แพ โพงพาง และของลอยน้ำ 3 มาตรา ทางบก 4 มาตรา รวม 24 มาตรา กฎหมายดังกล่าวนิยมเรียก "กฎหมายท้องน้ำ" สมัยกัปตัน บูช เป็นเจ้าท่า ตำแหน่งเจ้าท่าขึ้นอยู่ในกรมพระคลัง ต่อมาย้ายสังกัดอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดิมมีชื่อว่า "กรมท่า" (Kromata) พ.ศ. 2432 ย้ายไปอยู่กระทรวงโยธาธิการ ครั้นพระยาวิสูตรสาครดิษฐ์ชราภาพ ได้กราบถวายบังคับลาออกจากราชการ กัปตัน เอ. อาร์. วิล เป็นเจ้าท่าสืบแทน ต่อมา เมื่อกัปตันวิล ถึงแก่กรรม ใน พ.ศ. 2438 ได้ยุบตำแหน่งเจ้าท่าลงเป็นตำแหน่งเวรท่ามีนาย โยเกนซัง ชาวเดนมาร์ก เป็นเวรท่า ทำหน้าที่ตรวจตราลำแม่น้ำ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งที่ทำการของกรมที่ตึกเจ้าสัวเส็งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างตลาดน้อย ตรงข้ามปากคลองสาน (คือที่ตั้งของกรมเจ้าท่าในปัจจุบัน) ใน พ.ศ. 2439 ทรงยกฐานะเวรท่าเป็น กรมเจ้าท่าและทรงแต่งตั้ง ม.ร.ว. พิณ สนิทวงศ์ เป็นเจ้ากรมเจ้าท่า พ.ศ. 2444 ย้ายสังกัดกรมเจ้าท่าไปขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล พ.ศ. 2448 กรมเจ้าท่าได้ยกฐานะเป็นกรมชั้นอธิบดี และ ทรงให้ตราพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) และในปีนี้เอง ทรงเริ่มปรับปรุงกิจกรรมกรมเจ้าท่าขึ้นใหม่ โดยยกเอางานบางส่วนจากกรมคลองเดิมมารวมกับกรมเจ้าท่า

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงตรา พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ซึ่งกำเนิดมาแต่ต้นฉบับภาษาอังกฤษ แล้วมาแปลเป็นภาษาไทย ในปีนี้เอง ทางราชการได้ยกกระทรวงนครบาลซึ่งกรมเจ้าท่าสังกัดอยู่ไปรวมกับกระทรวง มหาดไทย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2484 กรมเจ้าท่าจึงได้ย้ายสังกัดเป็นครั้งสุดท้าย มาขึ้นกับกระทรวงคมนาคมอย่างเช่นปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2545 ได้มีการปฏิรูปราชการเพื่อให้การทำงานมีความเหมาะสมกับสภาพของงาน ได้มีการรวมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวี ให้เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมเจ้าท่า แล้วเปลี่ยนชื่อจากกรมเจ้าท่า เป็น "กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี" สังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวี ให้มีการเชื่อมต่อระบบการขนส่งอื่นๆ ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ท่าเรือ อู่เรือ กองเรือไทย และกิจการเกี่ยวเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว ทั่วถึง และปลอดภัย ตลอดจนการสนับสนุนภาคการส่งออกให้มีความเข้มแข็

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เป็น "กรมเจ้าท่า" พ.ศ. 2552 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 ตรีแห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2543 เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการ และเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯพระราชทานนามหน่วยงาน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทางราชการได้ทำสัญญาจ้างกัปตัน จอห์น บูช (John buch) ชาวอังกฤษ  มาเป็นผู้ริเริ่มงานฝ่ายเจ้าท่า มีการลงนามในสัญญาระหว่างไทยกับอังกฤษ เมื่อวัน  8ฯ9 ค่ำ จุลศักราช 1221 ปีมะแม เอกศก ตรงกับวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2402 กรมเจ้าท่าจึงถือเอาวันที่ 5 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมเจ้าท่า ในปี พ.ศ. 2545 ได้มีการปฏิรูปราชการเพื่อให้การทำงานมีความเหมาะสมกับสภาพของงาน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้รวมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวี ให้เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมเจ้าท่า แล้วเปลี่ยนชื่อจากกรมเจ้าท่า เป็นกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี สังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวี ให้มีการเชื่อมต่อระบบการขนส่งอื่นๆ ทั้งการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ท่าเรือ อู่เรือ กองเรือไทย และกิจการเกี่ยวเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว ทั่วถึง และปลอดภัย ตลอดจนการสนับสนุนภาคการส่งออกให้มีความเข้มแข็ง

---------------------------------------------------------------------------


ประวัติการสร้างพระสมเด็จวังหน้า,วังหลัง,กรมท่า

ประวัติ

      บทความ
                    .." การ สร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ ๘๔,๐๐๐ องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตร เป็นหัวหน้า..."

     บทความ
                     ..."สมเด็จวังหลัง กรมหมื่นอดุลย์ลักษณสมบัติ์ สมัยรัชกาลที่4 ทรงให้เจ้ากรมช่างสิบหมู่ หลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง จิตรปฏิมากร) แกะ พิมพ์ลักษณะสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ถวายสมเด็จโต เป็นพิมพ์ทรงชลูด ทรงต้อลังกา ทรงกรวย ทรงโย้เกศเอียง พิมพ์จะลึกกว่ายุคต้น องค์พระเส้นซุ้มเล็กโปร่งบาง เน้นความเรียบร้อย ความอ่อนช้อยสวยงามเป็นหลัก เส้นซุ้มจะเรียบมีขนาดกลาง มักจะทา...รงค์ - ลงรัก - ชาด - ทอง - เทือก เพื่อรักษาเนื้อพระไม่ให้แตกหัก ปัจจุบันรักชาด ทองเทือก จะร่อนหลุดแล้ว เหลือเป็นบางจุด ทำให้พื้นผิวพระจะแตกเป็นลายงาหรือลายสังคโลก มวลสารละเอียดเพราะใช้เครื่องบดยามา บดผงพระ มีพิมพ์ที่งดงามอยู่หลายพิมพ์เช่น พิมพ์เกศทะลุซุ้ม พิมพ์ทรงเทวดา พิมพ์ทรงเจดีย์ ไม่มีฐานปิด...พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ซุ้มระฆัง เป็นต้น..."
              ....วัน ที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายบรรพชิต มีกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ (กรมพระปวเรศน์วริยาลงกรณ์ในกาลต่อมา) ฝ่ายฆราวาสมีกรมพระเทเวศร์วัชรินทร์เป็นประธน และขุนนางระดับสูงมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ เป็นประธาน ได้จัดประชุมกันในพระราชวังสวนดุสิต ในพระบรมมหาราชวัง ได้ตกลงยกเจ้าฟ้าจุลาลงกรณ์ กรมขุนพิชิตประชานารถ ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๕ พรรษาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ถวายพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”และจะจัดพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในวัน ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๑๑ โดยยกเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการไปจนกว่าพระมหากษัตริย์จะ มีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา
ขณะเดียวกันก็เลือกผู้ที่จะเป็นเจ้ากรมวัง หน้า ที่ประชุมตกลงยกพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ของรัชกาลที่ ๔) ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญสถานมงคล ตั้งแต่วันนั้น
           ..... ใน งานนี้ เจ้าพระยาภาณุวงษ์มหาโกษาธิบดี เจ้ากรมท่า ว่าที่การคลังกับการต่างประเทศ ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ได้ขอพระบรมราชานุญาติสร้างพระพิมพ์ขึ้นจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ โดยใช้พิมพ์สมเด็จวัดระฆัง ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นแม่แบบ เพื่อเป็นศิริมหามงคลเนื่องในการเสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติ รัชกาลที่ ๕ เพื่อแจกจ่ายแก่เจ้านายและประชาชน ที่เหลือจะได้บรรจุลงกรุในพระเจดีย์วัดพระแก้วมรกต
                     การ สร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ ๘๔,๐๐๐ องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตร เป็นหัวหน้า

                   การสร้างพระสมเด็จ ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2411 มีงานออกแบบพิมพ์ ที่หลวงวิจารณ์เจียรนัย ที่มาช่วยอยู่ 2 งานใหญ่ๆ เป็นงานที่ หลวงปู่โต สร้างพระสมเด็จ ที่วัดระฆังฯ เพื่อเตรียมถวายรัชกาลที่ 5 หรือ ส่วนหนึ่งเป็นพระสมเด็จที่พิมพ์ไว้แล้ว และได้นำออกมาแจกงานศพของท่านเจ้าประคุณฯ ในปี พ.ศ. 2415 และ อีกงานหนึ่ง สมเด็จกรุวังหน้า ก็เป็นงานที่หลวงวิจารณ์เจียรนัย กับ หลวงสิทธิประสงค์ ผู้ควบคุมช่างสิบหมู่ (ช่างหลวง) ประดิษฐ์แม่พิมพ์เพื่อสร้างพระพิมพ์สกุลสมเด็จขึ้นชุดหนึ่ง
การสร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ ๘๔,๐๐๐ องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตร เป็นหัวหน้า จึงช่วยกันทำแม่พิมพ์พระขึ้นมากมาย ซึ่งผู้เขียนยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามีกี่พิมพ์ เพราะหาได้ไม่ครบ พิมพ์พระเหล่านี้ส่วนมากคล้ายพิมพ์ทรงนิยมของวัดระฆัง เช่นพิมพ์พระประธาน พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เศียรบาตร พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์อกร่องหูยาน พิมพ์โบราณเช่น พระรอดลำพูน พระลีลาเม็ดขนุน พระซุ้มกอ พระนางพญา พระผงสุพรรณ พระปิดตา พระสังกัจจายน์ เป็นต้น
         พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว (วังหน้า) ทำพิธีมหาพุทธาภิเษกโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง และคณะ (พิธีหลวง) สร้างโดย กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) อุปราชองค์สุดท้ายแห่งราชวงค์จักรีร่วมกับ เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุญนาค) หรือเจ้าคุณกรมท่า เนื่องในวรโรกาสเฉลิมครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่5) ปี พ.ศ
. 2411

                       พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว (วังหน้า) ทำพิธีมหาพุทธาภิเษกโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง และคณะ (พิธีหลวง) สร้างโดย กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) อุปราชองค์สุดท้ายแห่งราชวงค์จักรีร่วมกับ เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุญนาค) หรือเจ้าคุณกรมท่า เนื่องในวรโรกาสเฉลิมครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่5) ปี พ.ศ. 2411

ส่วน การสร้างพระสมเด็จ บางขุนพรหม ที่เสมียนตราด้วง ได้มีการขอแม่พิมพ์จากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ในปี พ.ศ. 2413 ซึ่งแม่พิมพ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ออกแบบโดย หลวงวิจารณ์เจียรนัย ซึ่งถือว่าเป็นงานยุคปลายของหลวงวิจารณ์ เจียรนัย และ มีการออกแบบให้เพิ่มเติมอีกด้วย
                  จากตามบันทึก ของ มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์ ) ดังนี้
“และพระพิมพ์ที่วัดบางขุนพรหมในนั้น เสมียนตราด้วง ขอเอาพิมพ์ของท่านไปพิมพ์ปูนแลผงของเสมียนตราด้วง ทำตามวุฒิของเสมียนตราด้วงเอง ชาวบ้านบางขุนพรหมปฏิบัติอุปฐาก บางทีขึ้นพระบาท หายเข้าไปในเมืองลับแลไม่กลับ คนลือว่าสมเด็จถึงมรณภาพแล้วก็มี ทางราชการเอาโกศขึ้นไป ท่านก็ออกมาจากเมืองลับแล พนักงานคุมโกศต้องเอาโกศเปล่ากลับมาหลายคราว”

 

ลักษณะของพระสมเด็จวังหน้า ,วังหลัง,กรมท่า

(เฉพาะพิมพ์ที่ใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังเท่านั้น...ไม่รวมพระสมเด็จวัดพระแก้วที่พิมพ์ต่างไป และที่ปรากฎอัญมณี ,ครุฑ ,ตราแผ่นดิน ,เหรียญรัชกาลที่ 5 มีหนวด , หรือวัตถุมงคลหลังพระ...   

             การลงรักในพิมพ์พระสมเด็จกรมท่า จะไม่มีการปิดทองเลย ถ้าพบพิมพ์ที่มีการปิดทองมาแต่เดิมส่วนมากมักจะเป็นพระสมเด็จชนิดพิเศษ นอกจากนั้นยังมีการลงรักพม่าหรือเมียนมาร์ซึ่งจะเป็นสีน้ำเงิน

           พระพิมพ์ที่สมเด็จเจ้าคุณกรมท่า...ส่วนใหญ่จะมีการลงรักสองชั้นคือ ลงรักชาดสีแดง ทับด้วยรักสมุกสีดำโดยจะลงทั้งด้านหน้าและด้านหลังเนื้อรักเท่ากันและที่ขอบ ทั้งสี่ด้าน การลงรักไม่สวยลงเพียงหยาบๆ และรักมักลบเลือนบางไปตามเวลา ไม่ร่อนกะเทาะ เพราะความหนาของรักไม่มาก   ส่วนที่ลงรักหนาก็มีอยู่บ้าง ส่วนมากจะเป็นรักสมุกชั้นเดียวลงโดยฝีมือช่างรัก ซึ่งพบน้อยมาก 

การลงรัก.แบบ.พระสมเด็จวังหน้า,วังหลัง, พระสมเด็จกรมท่า

ลักษณะที่ 1

(2m) 2010227_86015.jpg   (2m) 2010227_86031.jpg

ลักษณะที่ 2

(2m) 2010228_38731.jpg  (2m) 2010228_38749.jpg

ลักษณะที่ 3

(100m) 2010317_78843.jpg   (100m) 2010317_78862.jpg

ลักษณะที่  4

การลงรักสองชั้น แบบพระสมเด็จกรมท่า

(111m) 2010328_35616.jpg  (111m) 2010328_35629.jpg

       ส่วนพระสมเด็จวังหลัง กรมท่า ที่แก่ปูนทำมาจาก  ปูนปอตเลน  หมายถึงปูนที่นำมาทำจาน,ชามกระเบื้อง,กระเบื้องปูพื้น,กระเบื้องปูฝาผนัง..นำเข้ามาจากจีน-ฝรั่ง..เนื้อจะออกขาวอมเหลืองเล็กน้อย..

       (cofee6) 200974_27073.jpg   (cofee6) 200974_27308.jpg

        เนื้อสีขาว.แข็ง..แกร่ง..แน่นแบบพระสมเด็จปูนปอตเลน..ปูนปอตเลนนำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังยุคต้น ๆ ถึงยุคกลาง....สมัย รัชกาลที่ 3 ตอนปลาย,รัชกาลที่ 4 ตอนต้น-กลาง(ไม่ใช่พิมพ์นิยม) ..มวลสารจะน้อย..สาเหตุที่เนื้อพระผงสมเด็จ และมวลสารหลัก..อื่น ๆ มีน้อย..เพราะส่วนใหญ่จะไม่ได้สร้างที่วัดระฆัง..จะมาทำที่ ..วังหน้า..วังหลัง..กรมท่า..ส่วนมากจะเอาผงสมเด็จไปผสมกันเอง.".จึงมีจำนวนพระมาก..เนื้ออ่อนผง.."พระ สมเด็จจะแก่ปูนมาก..เนื้อจะออกสีขาวเนื้อจะแข็ง..แกร่ง,แน่น..เพราะใช้ เครื่องบดมาช่วยบดผง..ส่วนใหญ่จะแตกลายมัน,แข็ง,แกร่งเหมือนชามกระเบื้อง...ตัดขอบพระจะใช้มีดบางจึงออกมาเรียบคม...แล้วนำมาให้ท่านปลุกเสกอีกครั้ง..ไปแจกในงาน และโอกาสต่าง ๆ

"แตกลายแบบสมเด็จวังหน้า,สมเด็จวังหลัง,สมเด็จวังเดิม,สมเด็จกรมท่า  เรียกว่า"แตกเนื้อแข็ง  หรือแตกเนื้อกระเบื้อง"

แตกลายแบบสมเด็จวังหน้า,สมเด็จวังหลัง,สมเด็จวังเดิม,สมเด็จกรมท่า  เรียกว่า"แตกเนื้อแข็ง  หรือแตกเนื้อกระเบื้อง"

   (cofee6) 200974_27073.jpg      (cofee6) 200974_27163.jpg

    (cofee6) 200974_27233.jpg    (cofee6) 200974_27308.jpg

    (cofee6) 200974_27370.jpg     (cofee6) 200974_27858.jpg

แตกลายแบบสมเด็จวังหน้า,สมเด็จวังหลัง,สมเด็จวังเดิม,สมเด็จกรมท่า หรือ"แตกเนื้อแข็ง"  หมาย ถึง..การแตกลายของเนื้อพระเนื่องจากส่วนผสมพระทำจากปูนปอตเลนเป็นเกณฑ์..ที่ คนจีน-ฝรั่ง..ใช้ทำจานกระเบื้องชาม,พื้น,หรือผนัง.สังเกตุการแตกลายก็จะเป็น แบบเนื้อจานกระเบื้อง,ชาม,พื้น,ผนัง..เป็นการแตกมาจากเนื้อพระเกิดได้ทั้งด้านหน้า และด้านหลังองค์พระเรียกว่าแตกลายทั้งองค์เหมือนจาน,ชามกระเบื้อง

 

ได้ความรู้นะจร้า...

 
 
Online:  74
Visits:  9,427,092
Today:  2,792
PageView/Month:  309,227