พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก
 

พระสมเด็จปูนปอตแลนด์  และปูนเพชร

2011-07-05-

ซีเมนต์ หรือปูนซีเมนต์ (cement) เป็นวัสดุหลักในการผลิตคอนกรีต ผลิตจากหินปูน ซิลิก้า อลูมิน่า สินแร่เหล็ก ยิปซั่ม และสารเพิ่มพิเศษอื่น ๆ

ปูนซีเมนต์ เกิดจากการค้นคว้า ของ โยเซฟ แอสป์ดิน ชาวอังกฤษ ช่วงเวลากว่า 13 ปี พ.ศ. 2354 ถึง พ.ศ. 2367 โดยทดลองเอาหินปูนผสมกับดินเหนียวแล้วไปเผาก่อนนำมาบด เมื่อจะใช้งานก็นำมาผสมทราย กรวดและน้ำ โดยเขาตั้งชื่อว่า ปอตแลนด์ซีเมนต์ เพราะว่าสีเหมือนกับหินที่เกาะปอตแลนด์ ประเทศอังกฤษ

ประวัติความเป็นมา

คำว่า ซีเมนต์ ( Cement ) มาจากภาษาละติน ซึ่งแปลว่า " ตัด " โดยใช้เรียกหินปูนที่ตัดเป็นชิ้นๆ เพื่อจะนำมาเผาเป็นปูนขาว ( Lime )

        ในปัจจุบันซีเมนต์ หมายถึง ตัวประสานวัสดุสองชนิดหรือหลายๆ ชนิดให้ติดแน่น ในสมัยโบราณ ชาวอียิปต์ ใช้ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุเชื่อมประสานในการสร้างพีระมิด โดยได้จากการเผาดินและยิปซัม ส่วนชาวกรีก และชาวโรมัน ใช้เถาภูเขาไฟบดรวมกับปูนขาว ทราย และน้ำ เรียกว่า ปอซโซลานิกซีมินต์ ( Pozzolanic Cement )

        ซึ่งทำปฏิกิริยาทางเคมี และแข็งตัวได้ในน้ำ ตัวอย่าง สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่สร้างโดยชาวโรมัน อาทิเช่น มหาวิหารทรงกลมในกรุงโรม ( Roman Pantheon ) และโรงละครครึ่งวงกลม ( Colosseum ) เป็นต้น

        คอนกรีต คือ วัสดุก่อสร้างชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วยส่วนผสม 2 ส่วนคือ วัสดุประสาน ซึ่งได้แก่ ปูนซีเมนต์กับน้ำ ผสมกับน้ำ ผสมกับ วัสดุผสม ซึ่งได้แก่ ทราย หินหรือกรวด เมื่อนำมาผสมกันจะคงสภาพเหลวอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนานพอที่ จะนำลงไปเทลงในแบบหล่อที่มีรูปร่างตามต้องการ เมื่อคอนกรีตแข็งตัวเต็มที่แล้ว จะมีความแข็งแรงและสามารถรับน้ำหนักได้มาก ทั้งนี้จะแปรไปตามอายุของคอนกรีตที่เพิ่มขึ้น

         ซีเมนต์และคอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่ใช้กันมาเป็นเวลายาวนาน จากหลักฐานพบว่า ในยุคต้น ๆ ตั้งแต่ 7,600 ปีที่ผ่านมา มีการใช้ซีเมนต์ในรูปแบบของคอนกรีต เพื่อทำพื้นกระท่อมของชาวประมงที่อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำดานูบ และกระท่อมของพวกนักล่าสัตว์ยุคหิน หลังจากนั้น ได้มีการพัฒนาซีเมนต์และคอนกรีตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

         ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุก่อสร้างชนิดหนึ่ง มีชื่อเต็มว่า ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ( Portland Cement ) ลักษณะเป็นผงละเอียดสีเทา สามารถก่อตัวและแข็งตัวได้ในน้ำ จึงใช้หล่อในแบบให้เป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ

         ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์เป็นคนแรกคือ โจเซฟ แอสปดิน ( Joseph Aspdin ) ชาวอังกฤษ เมื่อประมาณ 170 ปีมาแล้ว เขาได้นำฝุ่นดินกับหินปูนมาเผารวมกัน แล้วนำมาบดจนละเอียด ผลที่ได้เมื่อผสมน้ำและแข็งตัวแล้ว จะเป็นก้อนสีเหลืองเทา เหมือนก้อนหินจากเหมืองของเมืองปอร์ตแลนด์ ( Portland ) ในประเทศอังกฤษ เขาจึงเรียกชื่อว่า ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ และได้จดทะเบียนสิทธิบัตรการผลิตไว้เป็นหลักฐาน

         ภายหลังจากนั้นอีกประมาณ 30 ปี จึงได้มีผู้พบว่า ถ้าเผาส่วนผสมให้มีอุณหภูมิสูงมากจนส่วนผสมเยิ้มตัว จะได้ปูนซีเมนต์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น นอกจากนี้โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ของประเทศเยอรมนียังได้นำปูน เม็ดมาบดให้เป็นผง ทำให้ปูนซีเมนต์ที่มีคุณภาพดีขึ้นไปอีก

         ในปัจจุบัน การผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์สามารถทำได้สองวิธีคือ วิธีเปียกและวิธีแห้ง วิธีแห้งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เพราะเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการผลิตจำนวนมาก การผลิตทำได้โดยการบดวัตถุดิบซึ่งมีหลายชนิด เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต เป็นต้น จนเป็นผงละเอียดเรียกว่า วัตถุดิบสำเร็จ ( Raw Meal ) แล้วส่งเข้าเตาเผา ( Rotaty Kiln )

         เตาเผาเป็นท่อขนาดใหญ่ วางเป็นมุมเอียงและหมุนรอบตัวช้าๆ ปล่อยวัตถุดิบให้ไหลมาในท่อทางด้านต่ำสวนทางกับไฟที่พ่นเข้าไปโดยน้ำมันเป็น เชื้อเพลิง เผาจนวัตถุดิบเยิ้มตัวที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,500 องศาเซลเซียส ผลิตผลที่ได้จากการเผาเรียกว่า ปูนเม็ด ( Clinker ) เมื่อนำปูนเม็ดไปบดให้ละเอียดแล้วผสมแร่ยิปซัม ( Gypsum ) ลงไปประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ตามที่ต้องการ การผสมยิปซัมลงไปจะช่วยให้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์สามารถแข็งตัวได้ช้าลงเมื่อ นำไปใช้งาน

        ปูนซีเมนต์ปิร์ตแลนด์ที่ผลิตได้นี้ใช้มากในการ หล่อคอนกรีตเสริมเหล็กและคอนกรีตอัดแรง คอนกรีตเสริมเหล็กที่มีส่วนผสมเป็นหินย่อย ทราย ปูน ซีเมนต์ และน้ำ เมื่อผสมส่วนผสมตามสัดส่วนที่ต้องการแล้ว ก็เทส่วนผสมที่ยังเปียกอยู่ลงในแบบที่มีเหล็กข้อผูกเป็นโครงอยู่ภายใน ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วแกะแบบออก จะได้คอนกรีตเสริมเหล็กที่มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน สามารถรับน้ำหนักได้มาก และไม่ติดไฟ นอกจากนั้นยังสามารถทำให้มีรูปร่างทุกอย่างได้ตามต้องการอีกด้วย คอนกรีตเสริมเหล็กจึงมีประโยชน์อย่างมากในการก่อสร้างเกือบทุกประเภท

         ส่วนคอนกรีตอัดแรงนั้น ต้องใช้ลวดเหล็กที่ทำขึ้นเป็นพิเศษแทนเหล็กหล่อธรรมดา ทำให้ได้คอนกรีตอัดแรงที่มีความแข็งแรง และมีน้ำหนักมากกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กใช้ในการก่อสร้างคานช่วงยาวๆ ของสะพาน หลังคา และพื้นได้เป็นอย่างดี

พ.ศ.2411-

รัชกาลที่ 4  เสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 5  ขึ้นครองราชย์

           วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ สวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า "พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร"

                  ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้า แผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์

               ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

"พระ บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว"

             ....เมื่อวัน ที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายบรรพชิต มีกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ (กรมพระปวเรศน์วริยาลงกรณ์ในกาลต่อมา) ฝ่ายฆราวาสมีกรมพระเทเวศร์วัชรินทร์เป็นประธน และขุนนางระดับสูงมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ เป็นประธาน ได้จัดประชุมกันในพระราชวังสวนดุสิต ในพระบรมมหาราชวัง ได้ตกลงยกเจ้าฟ้าจุลาลงกรณ์ กรมขุนพิชิตประชานารถ ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๕ พรรษาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ถวายพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”และจะจัดพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในวัน ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๑๑ โดยยกเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการไปจนกว่าพระมหากษัตริย์จะ มีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา
              ขณะเดียวกันก็เลือกผู้ที่จะเป็นเจ้ากรมวัง หน้า ที่ประชุมตกลงยกพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ของรัชกาลที่ ๔) ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญสถานมงคล ตั้งแต่วันนั้น

ปูนเพชร

ปูนชนิดหนึ่งทำด้วยปูนขาวผสมทรายละเอียด น้ำกาว หนัง และน้ำเชื้อน้ำตาล ใช้ปั้นรูปต่างๆ
ปูนเพชรเป็นวัสดุที่นำมาสร้างศิลปะประติมากรรมซึ่งแพร่เข้ามาในสมัยสุโขทัย
การสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง..ความแข้งแกร่งของปูนเปลือกหอย ปูนเพชร และปูนปอตแลนดฺ์
ที่นำมาเป็นส่วนผสมพื้นฐานหลักดังกล่าว..เพื่อความทนทานเก็นรักษาบูชาเป็นร้อย ๆ ปี ดังที่เห็น
นักนิยมพระเครื่อง..จะเรียกรวม ๆ ของ
ปูนเปลือกหอย ปูนเพชร และปูนปอตแลนดฺ์ ว่า
"ปูนเพชร "
การจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง..นั้นสมเด็จพุฒาจารย์(โต) ได้นำปูนเปลือกหอยมาเป็นสารตั้งต้นใน
การสร้างพระ..แต่เนื่องจากการสร้างพระครั้งใหญ่ พ.ศ. 2411 ถึง 84,000 องค์ อาจจะถึงแต่ละ
กรมกอง(วังหน้า วังหลัง กรมท่า) หรือรวมกันนับหลักฐานไม่แน่ชัด ..ต้องใช้มวลสารตั้งต้น หรือปูน
ในการสร้างพระ ปูนเปลือกหอยก็คงไม่น่าจะเพียงพอ..ก็นำปูนขาว กับปูนปอตแลนด์ผสมลงไปเพือเกิด
ปริมาณมากเพียงพอตามวัตถุประสงค์ในการสร้างพระ.ให้สำเร็จ

พระสมเด็จวัดระฆัง...เนื้อปูนเพชร



พิมพ์เจดีย์

พิมพ์เกศบัวตูม

ปูนปอตเเลน

     ส่วนปูนปอตเเลนนำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังยุคต้น ๆ ถึงยุคกลาง....สมัย รัชกาลที่ 3 ตอนปลาย,รัชกาลที่ 4 ..มวลสารจะน้อย..สาเหตุที่เนื้อพระผงสมเด็จ และมวลสารหลัก..อื่น ๆ มีน้อย..เพราะส่วนใหญ่จะไม่ได้สร้างที่วัดระฆัง..จะมาทำที่ ..วังหน้า..วังหลัง..กรมท่า..ส่วนมากจะเอาผงสมเด็จไปผสมกันเอง.".จึงมีจำนวนพระมาก..เนื้ออ่อนผง.."พระ สมเด็จจะแก่ปูนมาก..เนื้อจะออกสีขาวเนื้อจะแข็ง..แกร่ง,แน่น..เพราะใช้ เครื่องบดมาช่วยบดผง..ส่วนใหญ่จะแตกลายมัน,แข็ง,แกร่งเหมือนชามกระเบื้อง...ตัดขอบพระจะใช้มีดบางจึงออกมาเรียบคม...แล้วนำมาให้ท่านปลุกเสกอีกครั้ง..ไปแจกในงาน และโอกาสต่าง ๆ

พระสมเด็จกรมท่า-

ใช้พิมพ์สมเด็จวัดระฆัง ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นแม่แบบ

           ..... ใน งานนี้ เจ้าพระยาภาณุวงษ์มหาโกษาธิบดี เจ้ากรมท่า ว่าที่การคลังกับการต่างประเทศ ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ได้ขอพระบรมราชานุญาติสร้างพระพิมพ์ขึ้นจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ โดยใช้พิมพ์สมเด็จวัดระฆัง ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นแม่แบบ เพื่อเป็นศิริมหามงคลเนื่องในการเสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติ รัชกาลที่ ๕ เพื่อแจกจ่ายแก่เจ้านายและประชาชน ที่เหลือจะได้บรรจุลงกรุในพระเจดีย์วัดพระแก้วมรกต
                     การ สร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ ๘๔,๐๐๐ องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตร เป็นหัวหน้า

นำพิมพ์วัดระฆัง พ.ศ.2411(พิมพ์หลวงวิจารย์เจียรนัย(เฮง)  แต่.พระเนื้อแข็งแก่ปูน...มวลสารน้อย..สร้างเป็นจำนวนมาก. และพิมพ์อื่น ๆ อีกมากมาย..

           แต่อย่าเพิ่งเหมาว่าพระสมเด็จปูนปอตแลนด์  พิมพ์วัดระฆัง...เป็นพระสมเด็จกรมท่าหมดนะจร้า...พระสมเด็จ.สร้างปี  พ.ศ.2411 ..ก็ปูนปอตแลนด์เหมือนกัน  แต่มวลสารจะมาก...ปูนจะน้อย...ต่างกัน...ค่อย ๆ ศึกษาไปเห็นพระเยอะ ๆ  เดี๋ยวเก่งเองจร้า..

พระสมเด็จกรมท่า...พิมพ์วัดระฆัง...แก่ปูน..มวลสารน้อย...พ.ศ.2411.. 


              การ ลงรักในพิมพ์สมเด็จเจ้าคุณกรมท่า จะไม่มีการปิดทองเลย ถ้าพบพิมพ์ที่มีการปิดทองมาแต่เดิมส่วนมากมักจะเป็นพระสมเด็จชนิดพิเศษ นอกจากนั้นยังมีการลงรักพม่าหรือเมียนมาร์ซึ่งจะเป็นสีน้ำเงิน

           พระพิมพ์ที่สมเด็จเจ้าคุณกรมท่า...ส่วนใหญ่จะมีการลงรักสองชั้นคือ ลงรักชาดสีแดง ทับด้วยรักสมุกสีดำโดยจะลงทั้งด้านหน้าและด้านหลังเนื้อรักเท่ากันและที่ขอบ ทั้งสี่ด้าน การลงรักไม่สวยลงเพียงหยาบๆ และรักมักลบเลือนบางไปตามเวลา ไม่ร่อนกะเทาะ เพราะความหนาของรักไม่มาก   ส่วนที่ลงรักหนาก็มีอยู่บ้าง ส่วนมากจะเป็นรักสมุกชั้นเดียวลงโดยฝีมือช่างรัก ซึ่งพบน้อยมาก

พ.ศ.2411 พระสมเด็จกรมท่า..พิมพ์วัดระฆัง....แก่ปูนมวลสารน้อย.การลงรักไม่สวยลงเพียงหยาบๆ และรักมักลบเลือนบางไปตามเวลา ไม่ร่อนกะเทาะ เพราะความหนาของรักไม่มาก..ไม่มีการปิดทองเลย... 

(2m) 2010228_38731.jpg  (2m) 2010228_38749.jpg

สมเด็จวังหลัง

เจ้ากรมช่างสิบหมู่ หลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง จิตรปฏิมากร) แกะ พิมพ์

                   สมเด็จวังหลัง กรมหมื่นอดุลย์ลักษณสมบัติ์ สมัยรัชกาลที่4 ทรงให้เจ้ากรมช่างสิบหมู่ หลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง จิตรปฏิมากร) แกะ พิมพ์ลักษณะสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ถวายสมเด็จโต " เป็นพิมพ์ ทรงชลูด ทรงต้อลังกา ทรงกรวย ทรงโย้เกศเอียง พิมพ์จะลึกกว่ายุคต้น องค์พระเส้นซุ้มเล็กโปร่งบาง เน้นความเรียบร้อย ความอ่อนช้อยสวยงามเป็นหลัก  " เส้นซุ้มจะเรียบมีขนาดกลาง มักจะทารงค์ - ลงรัก - ชาด - ทอง - เทือก เพื่อรักษาเนื้อพระไม่ให้แตกหัก หากปัจจุบันรักชาด ทองเทือก จะร่อนหลุดแล้ว เหลือเป็นบางจุด ทำให้พื้นผิวพระจะแตกเป็นลายงาหรือลายสังคโลก มวลสารละเอียดเพราะใช้เครื่องบดยามา บดผงพระ มีพิมพ์ที่งดงามอยู่หลายพิมพ์เช่น พิมพ์เกศทะลุซุ้ม พิมพ์ทรงเทวดา พิมพ์ทรงเจดีย์ไม่มีฐานปิด  พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ซุ้มระฆัง เป็นต้น
พิมพ์ทรงกรวย.เส้นซุ้มเล็กโปร่งบาง เน้นความเรียบร้อย ความอ่อนช้อยสวยงามเป็นหลัก.  

(111m) 2010328_35616.jpg  (111m) 2010328_35629.jpg

พระสมเด็จวังหน้า 



ผู้แกะพิมพ์

1.กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญเจ้าฟ้าอิศราพงศ์แกะพิมพ์

2.หลวงวิจารณ์เจียรนัย (เฮง) และ

3.หลวงสิทธิประสงค์ ผู้ควบคุมช่างสิบหมู่ (ช่างหลวง) ประดิษฐ์แม่พิมพ์เพื่อสร้างพระพิมพ์สกุลสมเด็จขึ้นชุดหนึ่ง

การเริ่มงานกดพิมพ์

                และ อีกงานหนึ่ง... สมเด็จกรุวังหน้า ก็เป็นงานที่หลวงวิจารณ์เจียรนัย กับ หลวงสิทธิประสงค์ ผู้ควบคุมช่างสิบหมู่ (ช่างหลวง) ประดิษฐ์แม่พิมพ์เพื่อสร้างพระพิมพ์สกุลสมเด็จขึ้นชุดหนึ่ง
                       การ สร้างพระพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำพิมพ์ของวัดระฆังมาส่วนหนึ่ง และทำเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพื่อเร่งให้ได้พระ ๘๔,๐๐๐ องค์ ทันวันงาน พวกช่างวังหน้า วังหลัง วังหลวง อันมีหลวงวิจารณ์เจียรนัย และหลวงนฤมลวิจิตร เป็นหัวหน้า จึงช่วยกันทำแม่พิมพ์พระขึ้นมากมาย ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามีกี่พิมพ์ เพราะหาได้ไม่ครบ พิมพ์พระเหล่านี้ส่วนมากคล้ายพิมพ์ทรงนิยมของวัดระฆัง เช่นพิมพ์พระประธาน พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เศียรบาตร พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์อกร่องหูยาน พิมพ์โบราณเช่น พระรอดลำพูน พระลีลาเม็ดขนุน พระซุ้มกอ พระนางพญา พระผงสุพรรณ พระปิดตา พระสังกัจจายน์ เป็นต้น

พิมพ์โบราณที่ปรากฎ และงานช่างหลวงที่ปรากฎ

1.งานช่างประดับมุก

2.งานช่างลงรักปิดทองคำเปลว

พระซุ้มกอก็มี

พระสมเด็จนางพญาแบบวังหน้า

พระรอดก็เห็นนะจร้า


 

                        พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว (วังหน้า) ทำพิธีมหาพุทธาภิเษกโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง และคณะ (พิธีหลวง) สร้างโดย กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้า) อุปราชองค์สุดท้ายแห่งราชวงค์จักรีร่วมกับ เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุญนาค) หรือเจ้าคุณกรมท่า เนื่องในวรโรกาสเฉลิมครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่5) ปี พ.ศ. 2411

  สมเด็จสัตตศิริ    คือพระสมเด็จที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นศิริมงคล  โดยสร้างพระให้มีสีตามวันทั้ง เจ็ดวัน  คือวันอาทิตย์สีแดง  วันจันทร์สีเหือง  วันอังคารสีชมพู  วันพุธสีเขียว  วันพฤหัสสีส้ม  วันศุกร์สีฟ้า  วันเสาร์สีม่วง  เป็นลักษณะพระสีประจำวัน  แต่บางองค์จะทำองค์เดียวเจ็ดสีเลยก็มี  สมเด็จสัตตศิริสร้างที่วัดพระแก้ว  กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญเจ้าฟ้าอิศราพงศ์แกะพิมพ์ และเอาผงสมเด็จจากวัดระฆังมาผสมในเนื้อสัตตศิริ  สร้างแจกพระประยูรญาติ และเจ้านายผู้ใหญ่ คนในวังหน้า  ส่วนที่เหลือได้นำไปบรรจุกรุเจดีย์ไว้ที่วัดพระแก้ว  มีหลายพิมพ์ทรงตามพระวังหน้า  พิมพ์ที่นิยมคือพิมพ์พระแก้วมรกต  และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม 

หลากหลายสีเหล่านีั้เรียก  พระสมเด็จสัตตศิริ

หลากหลายสี  ก็มี

สีแดงก็พบ

สีเหลืองก็มี

    ได้ศึกษาใครสร้าง...แบบพิมพ์...วิธีสร้าง..แล้วลองพิจารณาพระที่ให้ดู องค์ไหน..วังไหน...วัดไหน
 
ลักษณะพุทธศิลป์ และแตกลายปูน ปอตแลนด์ (กังไส)พระสมเด็จ พ.ศ.2411
ห้องนี้...ให้สังเกตุ..พระสมเด็จปูนปอตแลนด์ทั้ง วัดระฆัง...วังหน้า...วังหลัง..กรมท่า..
ไม่ได้แยกประเภท..วัดระฆัง...วังหน้า...วังหลัง..กรมท่า...ใครสร้างแบบพิมพ์..และพระสมเด็จแต่ละแห่งเป็นอย่างไร.....อยากศึกษา..เชิงลึก...ไปที่ www.9pha.net

พระสมเด็จวัดระฆัง...เนื้อปูนปอตแลนด์

(2m) 201024_27422.jpg  (2m) 201026_37931.jpg

พระสมเด็จปูนปอตแลนด์..  ...วัดระฆังไม่ใช่..แก่ปูนมวลสารน้อย..พิมพ์หลวงวิจารย์วังไหนเอ่ย(มี 2  วัง  ..วังหน้า กับกรมท่า..ลองทายดู..กรมท่ารักหนามีไหม...ตอบมีบ้างแบบรักสมุกแต่พบน้อย.)..ลงรักจีนหนา ๆ เรียกรักจุ่มทั้งองค์ ..หน้าหลังเสมอกัน.พระหลวงแน่นอน..หากพระสองคลองไม่มีกรุทับทอง..ผ่านไป.....




ศึกษาจากหลากหลายพิมพ์ทรงเชิงลึก ใน  9pha.net  นะจร้า  เปรียบเทียบปอตแลนด์แบบวัดระฆัง..กับ พระวังหน้า  วังหลัง กรมท่า... 

 
 
Online:  56
Visits:  16,777,220
Today:  3,434
PageView/Month:  217,073