พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก
 

                                                                                  อหิวาตกโรค

2011-11-14-วันนี้  อ.นกมาแปลก..ไม่เขียนเรื่องพระสมเด็จวัดระฆัง..แต่เขียนเรื่องให้มีจิตสำนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต  เกี่ยวกับโรคป่วง  หรือโรคอหิวาห์    

            ได้ฟังเล่ากันอึกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพระสมเด็จแก้โรคอหิวาต์ จะเขียนแทรกลงไว้ตรงนี้ เมื่อปีระกา พ.ศ.2416 เกิดโรคอหิวาต์(โรคป่วง) ครั้งใหญ่ ผู้คนล้มตายกันมาก กล่าวในจดหมายเหตุบัญชีน้ำฝนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (เล่ม3) ดังนี้

"ระกาความไข้ คนตายนับได้ เกือบใกล้สี่พัน เบาน้อยกว่าเก่า หาเท่าลดกันมะโรงก่อนนั้น แสนหนึ่งบัญชี เขาจดหมายไว้ในสมุดปูนมีมากกว่าดังนี้เป็นไป

 (เดือน 8 ข้างขึ้น)

เกิดไข้ในวัดม้วย วันละคน

ตั้งแต่สองค่ำดล หกเว้น

ศิษย์พระวอดวายชนม์ ถึงสี่ เทียวนา

บางพวกไกลโรคเร้น ชีพตั้ง ยังเหลือ

จบเสร็จเผด็จสิ้น ปีระกา

โรคป่วงเกิดมีมา ทั่วดาน

น้ำน้อยไม่เข้านา เสียมาก เทียวแฮ

ในทุ่งรวงข้าวม้าน ไค่กล้า นาเสีย"

กล่าวกันว่า ในคราวนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระราชทานแจกสมเด็จ (ชนิดปรกเมล็ดโพธิ์ ที่เรียกกันว่า "สมเด็จเขียว") ว่าคนเป็นอันมากได้รอดตายเพราะพระสมเด็จนั้น จึงเกิดกิตติศัพท์เลื่องลือกันแพร่หลายสืบมา

อหิวาในอดีต

****ประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านสำโรง เมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้วในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีหมู่บ้านชื่อ บ้านหงส์ อยู่ห่างจากบ้านสำโรงปัจจุบันไปทางทิศใต้ ประมาณ 500 เมตรเป็นหมู่บ้านที่เจริญในยุคสมัยนั้น มีการสร้างวัดสร้างโบสถ์ ปรากฏหลักฐานให้เห็นอยู่เมื่อ 50 ปีก่อน ต่อมาได้เกิดโรคระบาด คือโรคห่า หรือ อหิวาตกโรค ชาวบ้านล้มตายมาก ผู้คนจึงอพยพหนีความตาย ไปอยู่ที่บ้านเดื่อ ต.ชุมพวงในปัจจุบัน บ้านหงส์ จึงกลายเป็นบ้านร้าง ต่อมาเรียกว่าโนนหงส์สร้าง **ประมาณร้อยปีต่อมามีคนอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างจากบ้านหงส์ประมาณ 500 เมตร ชื่อว่าบ้านสำโรงในปัจจุบัน ในกลุ่มชาวบ้านไม่มีใครกล้าไปสร้างบ้านเรือนในเขตบ้านหงส์ ยังเกรงกลัวอาถรรพ์ของบ้านหงส์จนทุกวันนี้

 *****บันทึกโรคอหิวาตกโรคในอดีตของไทย ปรากฏอยู่ในวิทยานิพนธ์ของ "วรนารถ แก้วคีรี" ปัจจุบันถูกเก็บอยู่ในหอสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

       อหิวาตกโรค ระบาดครั้งแรกในโลกเมื่อ พ.ศ.2360 ที่ลุ่มแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย แล้วกองทัพโรคห่าก็แบ่งสายเดินทางรอบโลกและมาถึงประเทศไทย ผ่านปีนังเข้ามายังหัวเมืองฝ่ายตะวันตก เข้าสู่ จ.สมุทรปราการ และ กทม. เมื่อ พ.ศ.2440-2475 ในสมัยรัชกาลที่ 2 แม้ว่าบรรพบุรุษของมันจะก่อกำเนิดมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 5 ส่งผลให้มีคนตายจำนวนมากพอๆ กับโรคไข้ทรพิษและกาฬโรค

       โรค อหิวาตกโรคที่เข้ามาระบาดในประเทศไทยครั้งแรก มีชื่อว่า Asiatic cholera แต่เชื้ออหิวาต์ในปัจจุบันชื่อ Vibrio cholera ได้กลายเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่า

       สำหรับสถิติการระบาดของอหิวาตกโรค มีการบันทึกอย่างเป็นระบบ เมื่อ

***พ.ศ.2460 พบว่า พ.ศ.2461-2468 เกิดการระบาดที่ จ.ตาก ลงมาตามลำน้ำปิงและลำน้ำเจ้าพระยา มีอัตราการตายร้อยละ 71.29 และ

***พ.ศ.2468-2472 เกิดระบาดใน กทม. คาดว่าติดต่อมาจากผู้โดยสารในเรือสินค้า ที่มีผู้ป่วยหนีขึ้นบก มีอัตราการตายร้อยละ 69

ที่มา....อหิวาห์

1. ลักษณะโรค
เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารจากแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน เริ่มด้วยอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำอย่างมากโดยไม่มีอาการปวดท้อง บางรายอุจจาระขาวขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว บางครั้งมีคลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด และการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว สำหรับเชื้อโรคอุจจาระร่วงอย่างแรง(อหิวาตกโรค) ชนิด El Tor biotype ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ ในรายรุนแรงน้อยอาจพบแต่อาการถ่ายเป็นน้ำ พบได้บ่อยในเด็ก ในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจตายในเวลา 2-3 ชั่วโมง และอัตราป่วยตายสูงมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที อัตราป่วยตายจะลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 1
2. การวินิจฉัยโรค
ใช้วิธีการเพาะเชื้อจากอุจจาระหรือดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด darkfield หรือ phase contrast จะเห็นลักษณะการเคลื่อนที่แบบเฉพาะของเชื้อ Vibrio ซึ่ง จะถูกยับยั้งด้วย antiserum จำเพาะ ในพื้นที่ที่เกิดการติดเชื้อใหม่ๆ การแยกเชื้อต้องยืนยันด้วยการทดสอบทางชีวเคมีเบื้องต้น ถ้าเป็นไปได้ควรทดสอบดูด้วยว่าเชื้อโรคผลิตสารพิษด้วยหรือไม่ ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตโรคประจำถิ่น เชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วยที่ต้องสงสัยรายแรกๆ ต้องยืนยันโดยการทดสอบทางชีวเคมีและซีโรโลยี่ที่เหมาะสมและสารพิษที่เชื้อ สร้างขึ้นด้วย
3. สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อ Vibrio cholerae serogroup O(โอ)1 ซึ่งมี 2 biotypes คือ classical และ El Tor แต่ละ biotype แบ่งออกได้เป็น 3 serotypes คือ Inaba, Ogawa และ Hikojima เชื้อเหล่านี้จะสร้างสารพิษเรียกว่า Cholera toxin ทำให้เกิดอาการป่วยคล้ายกัน ปัจจุบันพบว่าการระบาดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ biotype El Tor เป็นหลักแทบไม่พบ biotype classical เลย ในปี พ.ศ. 2535-2536 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในอินเดียและบังคลาเทศสาเหตุเกิดจากเชื้อสายพันธุ์ ใหม่คือ Vibrio cholerae O139 โดยที่ครั้งแรกตรวจพบสาเหตุการระบาดจากเชื้อ V. cholerae non O1 ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับ V. cholerae antiserun O2-O138 ซึ่งปรกติกลไกก่อโรคจากเชื้อกลุ่มนี้มิได้เกิดจาก Cholera toxin สายพันธุ์ใหม่ที่พบสามารถสร้าง Cholera toxin ได้เหมือน Vibrio cholerae O1 ต่างกันที่โครงสร้าง Lipopolysaccharides (LPS) ที่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ของเชื้อ อาการทางคลินิกและลักษณะทางระบาดวิทยาเหมือนกับโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงทุก ประการ ดังนั้นองค์การอนามัยโลกแนะนำให้รายงานว่าเป็นโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงด้วย สำหรับเชื้อ V. cholerae ในปัจจุบันมีถึง 194 serogroups การรายงานเชื้อที่ไม่ใช่ทั้ง O1 และ O139 ให้เรียกว่าเป็น V. cholerae non O1/non O139 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาการกระเพาะและลำไส้อักเสบ เชื้อ V. cholerae non O1/non O139 บาง serotypes อาจผลิต cholera toxin ก่อให้เกิดอาการคล้ายโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงได้ จึงจำเป็นต้องตรวจการสร้างสารพิษชนิดนี้ด้วยเพื่อป้องกันการระบาดใหญ่
4. วิธีติดต่อ

ติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อที่มีชีวิตปนอยู่ เชื้อ El Tor สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน การรับประทานอาหารทะเลดิบ หรืออาหารดิบๆสุกๆ เป็นสาเหตุของการระบาดทั่วไป การติดต่อระหว่างบุคคลสู่บุคคลโดยตรง พบได้น้อยมาก
5. ระยะฟักตัว
ตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมง ไปจนถึง 5 วัน เฉลี่ยประมาณ 2-3 วัน
6. ระยะติดต่อ
ตลอดระยะเวลาที่ตรวจพบเชื้อในอุจจาระ ซึ่งปกติจะพบเชื้อได้อีก 2-3 วัน หลังจากผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้ว แต่บางรายอาจกลายเป็นพาหะต่อไปได้อีกหลายเดือน การให้ยาปฏิชีวนะ เช่น tetracycline จะช่วยลดระยะเวลาการแพร่เชื้อ ในผู้ใหญ่พบว่าการติดเชื้อเรื้อรังที่ทางเดินน้ำดี อาจเป็นได้นานเป็นปี และร่วมกับมีการปล่อยเชื้อ Vibrio ออกมากับอุจจาระเป็น ระยะได้
7. อาการและอาการแสดง
ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก มีเนื้ออุจจาระน้อย เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันร่วมกับมีอาการและอาการแสดงของการขาดน้ำอย่างรวดเร็ว และรุนแรง อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่ไม่มีไข้ ไม่ปวดท้อง
8. ระบาดวิทยาของโรค
การระบาดเริ่มจากประเทศอินเดีย ในศตวรรษที่ 19 ขยายไปทั่วโลกจนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โรคเริ่มกระจายอยู่เฉพาะประเทศแถบเอเชีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 เชื้อ Vibrio cholerae ชนิด El Tor ได้ระบาดจากอินโดนีเซียไปทั่วเอเชีย ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาและจากทางด้านเหนือของแอฟริกาไปยังแหลมไซบีเรีย (สเปน และโปรตุเกส) และเข้าไปยังอิตาลี
9. การรักษาจำเพาะ
จำเป็นต้องรีบให้การรักษาอย่างทันท่วง ทีด้วยสารน้ำที่ประกอบด้วยสารละลายเกลือแร่ในปริมาณที่พอเพียงเพื่อแก้ไข ภาวะเลือดเป็นกรดและภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถให้การรักษาโดยให้สารละลายดังกล่าวทางปาก ในปริมาณที่เทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่สูญเสียไปโดยประมาณคือ ร้อยละ 5 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในรายที่เป็นน้อยร้อยละ 7 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในรายที่มีอาการปานกลาง และร้อยละ 10 ในผู้ป่วยมีอาการช็อค ควรให้น้ำเกลือ isotonic ทางหลอดเลือดทันที น้ำเกลือควรประกอบด้วยไบคาร์บอเนต (อะซิเตรต หรือแล็กเตตไอออน) 24-48 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร และ 10-15 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตรของโปแตสเซียม เช่น Dacca solution หรือ Ringer’s lactate ภายหลังการให้สารน้ำทางหลอดเลือดจนกระแสไหลเวียนโลหิตดีขึ้นแล้ว จึงเปลี่ยนมาให้ทางปากได้เพื่อรักษาความคงตัวของสมดุลสารน้ำและเกลือแร่ใน ร่างกาย
การพิจารณาเลือกชนิดของยาปฏิชีวนะในการรักษา ควรใช้ข้อมูลการเฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อทางห้องปฏิบัติการเพื่อทราบแนว โน้มการดื้อยาประกอบการพิจารณา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยา ในปัจจุบันสามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสม (First drug of choice) ในรายที่อาการรุนแรงให้พิจารณาในการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะ tetracycline หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ จะช่วยลดระยะของโรคให้สั้นลง ลดการสูญเสียน้ำ ตลอดจนลดระยะของการแพร่เชื้อลง
ยาปฏิชีวนะองค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำการรักษาคือ
  • เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี ให้ Norfloxacin 20 มก/กก/วัน นาน 3 วัน
  • เด็กอายุมากกว่า 8 ปี ให้ Tetracycline 30 มก/กก/วัน นาน 3 วัน
  • ในผู้ใหญ่ให้
    • Tetracycline ครั้งละ 500 มก.วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วันหรือ
    • Doxycycline ครั้งละ 100 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วันหรือ
    • Norfloxacin ครั้งละ 400 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน (กรณีเชื้อดื้อต่อ Tetracycline)
10. วิธีการควบคุมและป้องกันโรค
1 มาตรการป้องกัน:
  1. จัดให้มีการสุขาภิบาลในเรื่องการทำลายอุจจาระและการป้องกันแมลงวัน จัดที่สำหรับล้างมือในกรณีที่ไม่มีส้วม ควรกำจัดอุจจาระด้วยการฝัง และที่ฝังจะต้องห่างจากแหล่งน้ำดื่มน้ำดื่มควรต้มหรือใส่คลอรีน น้ำใช้ควรได้จากแหล่งที่สะอาด
  2. ควบคุมแมลงวันโดยใช้มุ้งลวด พ่นยาฆ่าแมลง หรือใช้กับดัก ควบคุมการขยายพันธุ์ด้วยการเก็บและทำลายขยะโดยวิธีที่เหมาะสม
  3. ระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงใหม่หรือแน่ใจว่าสะอาด การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
  4. นมหรือผลิตภัณฑ์นมควรผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ หรือการต้มก่อน ให้คำแนะนำเรื่องการควบคุมการผลิต การเก็บรักษา และการจัดจำหน่ายให้ถูกสุขลักษณะ
  5. ควบคุมการผลิตอาหาร และเครื่องดื่มให้เหมาะสม ให้ใช้น้ำผสมคลอรีนในงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม
  6. ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังท้องที่ซึ่งมีความเสี่ยงในการติดโรคสูงอาจกินยา ปฏิชีวนะ จะช่วยป้อง กันโรคได้ สำหรับระยะเวลาสั้นๆ เช่น ภายใน 2 สัปดาห์แต่เชื้ออาจดื้อยาได้
  7. การให้วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในขณะที่มีการระบาดปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้ แล้วเพราะสามารถป้องกันได้เพียงร้อยละ 50 และมีอายุสั้นเพียง 3-6 เดือน สำหรับวัคซีนชนิดกินที่ให้ภูมิคุ้มกันสูงต่อเชื้ออหิวาต์สายพันธุ์ o1 ได้หลายเดือนมีใช้แล้วหลายประเทศ มีสองชนิด ชนิดแรกวัคซีนเชื้อยังมีชีวิตกินครั้งเดียว (สายพันธุ์ CVD 103-HgR) ส่วนชนิดที่สองเป็นเชื้อตายแล้วประกอบด้วยเชื้ออหิวาห์ตายแล้วกับ cholera toxin ชนิด B-subunit กิน 2 ครั้ง
  8. การป้องกันการระบาดในสถานเลี้ยงเด็กเล็ก โดยรักษาความสะอาดสถานที่ข้าวของเครื่องใช้ เจ้าหน้าที่ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ แยกผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงและเพาะเชื้อหาสาเหตุของการป่วย
  9. มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายประชากร อาหาร และสินค้าอื่นๆ ไม่นิยมทำนอกจากมีข้อ บ่งชี้ชัดเจน
2. การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม:
การรายงาน:- ระบบเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข หากมีผู้ป่วยอุจจาระร่วงเกิดขึ้นพร้อมกันมากกว่า 2 ราย ในสถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งต้องให้การรักษา แสดงว่ามีการระบาดต้องทำการสอบสวนโรค
การแยกผู้ป่วย:- สำหรับผู้ที่ต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล มาตรการแยกผู้ป่วยอย่างเด็ดขาดถือว่าไม่จำเป็น ถ้าหากมีการจัดการด้านสุขอานามัยอย่างดี ควรระมัดระวังการปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระผู้ป่วยหรือผู้สงสัยว่าอาจจะป่วย ไม่ควรประกอบอาหารหรือดูแลเด็ก หรือผู้ป่วยจนกว่าผลการตรวจอุจจาระหรอ rectal swabให้ผลลบ 2 ครั้งเก็บตัวอย่างอุจจาระห่างกัน 24 ชั่วโมงขึ้นไปและไม่เร็วกว่า 48 ชั่วโมงภายหลังได้รับยาปฏิชีวนะ
การทำลายเชื้อ:- มีการกำจัดอุจจาระและอาเจียนของผู้ป่วยอย่างดีโดยใช้ความร้อน กรดคาร์บอริกหรือสารทำลายเชื้อตัวอื่นๆ และฆ่าเชื้อในข้าวของเครื่องใช้
การแยกผู้ต้องสงสัย:- ระมัดระวังการปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระผู้ป่วย
การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส:- ในกรณีผู้สัมผัสผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงควรมีการติดตาม เฝ้าระวังอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วันหลังจากการสัมผัส การให้ยาป้องกันกลุ่มคนจำนวนมากไม่นิยมทำแต่แนะนำให้บุคคลผู้อาศัยร่วมอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วย
การสอบสวนผู้สัมผัส:- โดยการสอบสวนโรคดูตามบุคคล เวลา และสถานที่ และพยายามสอบสวนหาปัจจัยเสี่ยงและแหล่งแพร่กระจายของเชื้อ เช่น น้ำ หรืออาหาร เป็นต้น การเพาะเชื้อจากอุจจาระผู้ป่วย แนะนำให้ทำในผู้สัมผัสโรคในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อนเพื่อดำเนิน การควบคุม
3. มาตรการในระยะระบาด:
3.1 เมื่อมีการระบาดในสถานเลี้ยงเด็กควรทำ ดังนี้
  • เด็กทุกคนทีมีอาการอุจจาระร่วง ให้แยกห้องต่างหากและระมัดระวังการปนเปื้อนจาก อุจจาระของเด็กเหล่านี้ไม่รับเด็กอื่นๆเข้ามาปน และพยายามจำหน่ายเด็กที่หายแล้วโดยเร็วที่สุด เด็กที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยควรได้รับการสังเกตอาการอย่างน้อย 2 สัปดาห์เมื่อจำหน่ายผู้ป่วยหมดแล้ว ต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในห้องเลี้ยงเด็ก และป้องกันการติดเชื้อ
  • ต้องมีการสอบสวนโรคเพื่อให้ทราบปัจจัยเสี่ยงและวิธีการแพร่โรค
3.2 จัดมาตรการการรักษาให้ได้ผล
3.3 จัดหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค
3.4 จัดหามาตรการการกำจัดขยะและสิ่งปฏิกูลที่ถูกต้อง
3.5 มีการสอบสวนโรคอย่างละเอียดโดยเฉพาะด้านบุคคล เวลา และสถานที่ เพื่อหามาตรการควบคุมต่อไป
3.6 แนะนำให้ใช้ภาชนะปกปิดอาหารและน้ำเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจากแมลงวัน
3.7 มีการควบคุมและกำจัดแมลงวันและแหล่งแพร่พันธุ์ของแมลงวัน
3.8 วัคซีนไม่เหมาะที่ใช้ในสถานการณ์ที่กำลังมีการระบาด
4. โอกาสที่จะเกิดการระบาดใหญ่:
ในพื้นที่ที่มีอหิวาตกโรคชุกชุม และมีประชากรแออัด โดยที่การจัดการสุขาภิบาลไม่เพียงพอ ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการระบาดของโรคสูง

เชื้ออหิวาต์ O139 คือ อะไร

imageอหิวาตกโรคเป็นโรคอุจจาระร่วงร้ายแรง เกิดจากสารพิษที่สร้างมาจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Vibrio cholerae ถือเป็นโรคระบาดร้ายแรงชนิดหนึ่งและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญไปทั่วโลก ที่ ผ่านมาการระบาดของเชื้อหิวาต์เกิดขึ้นหลายครั้ง เมื่อปี ค.ศ.1961 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศซีกโลกตะวันตก ต่อมาในปี ค.ศ.1991 เกิดการระบาดหนักในประเทศเปรู ยอดผู้ป่วยในประเทศแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้สูงมากกว่าหนึ่งล้านคน สำหรับเชื้ออหิวาต์ O139 เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม ปีถัดมา ค.ศ. 1992 ที่ประเทศอินเดียและบังคลาเทศ จัดเป็นการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 8 ของเชื้ออหิวาตกโรคและรุนแรงมากที่สุดเท่าที่ได้มีการบันทึกกันมาในประวัติ ศาสตร์

เชื้อวิบริโอเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบ ลักษณะเหมือนเส้นโค้งหรือเครื่องหมายจุลภาค มีแฟลเจลลาที่ปลายข้างหนึ่งของเชื้อ และ ที่สำคัญคือ เชื้อนี้เคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลามากกว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ เชื้อวิบริโอมีทั้งชนิดที่ก่อโรคในมนุษย์และชนิดที่ไม่ทำให้เกิดโรคแต่อย่าง ใด ในบรรดาชนิดที่ทำให้เกิดโรค ที่พบมากที่สุดคือ เชื้ออหิวาต์ O1 การ แยกเชื้อวิบริโอสามารถกระทำได้มานานมากแล้วตั้งแต่สมัยโรเบิร์ต ค็อค เมื่อปี ค.ศ.1883 แต่ผู้ที่ได้รับเครดิตว่าเป็นผู้ค้นพบเชื้อวิบริโอเป็นชาวอิตาลีชื่อปาชินี โดยรายงานไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1854

เชื้อ อหิวาต์เป็นเชื้อที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย ต้องการสารอาหารพื้นๆ จากอาหารวุ้นที่ใช้ในการเพาะเชื้อ เจริญเติบโตได้รวดเร็วมากภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็สามารถแบ่งตัวได้ สามารถ เพาะเชื้อได้ทั้งในสภาพแอโรบิกและขาดออกซิเจน แต่เชื้อนี้ไม่สามารถทนความเป็นกรดได้ และจะตายอย่างรวดเร็ว เมื่อค่าความเป็นกรดด่างน้อยกว่า 6 ในทางซีโรโลยีแบ่งเชื้ออหิวาต์ O1 ออกเป็นสองไบโอทัยป์ มีชื่อเรียกว่า El Tor และ classical และแบ่งออกเป็นสองซีโรทัยป์ คือ Inaba และ Ogawa การแบ่งชนิดออกเป็นซีโรทัยป์ใช้หลักสองประการ ความสามารถในการจับกลุ่ม และการทดสอบแอนติบอดีทำลายเชื้อวิบริโอ เนื่องจากแอนติเจนของเชื้อวิบริโอทุกชนิดจะมีแอนติเจนชนิดเอเหมือนกันหมด แตกต่างกันที่แอนติเจนชนิดบี และซี ถ้าเป็นชนิดโอกาวาจะมีแอนติเจนบี ถ้าเป็นชนิดไอนาบาจะมีแอนติเจนชนิดซี

สำหรับ เชื้ออหิวาต์ O139 เป็นเชื้อที่มีความรุนแรงสูงสุด พบเป็นสาเหตุการระบาดใหญ่ครั้งสำคัญเมื่อปี ค.ศ. 1992 ที่ประเทศอินเดียและบังimageคลาเทศ ถือ ได้ว่าเป็นการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 8 ของอหิวาตกโรคและรุนแรงมากที่สุดเท่าที่ได้มีการบันทึกกันมาในประวัติศาสตร์ สำหรับเชื้ออหิวาต์ O139 เป็น El Tor biotype ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นที่แอนติเจนชนิดเอ ทำให้สูญเสียลักษณะเฉพาะทางโครงสร้างของแอนติเจนชนิดเอ ผลตามมาคือ ทำให้เชื้อ อหิวาต์ O139 มีความสามารถในการสร้างแคปซูลซึ่งเป็นสารโพลีแซคคาไรด์เพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างท็อกซินหรือสารพิษเพิ่มมากขึ้น และทำให้เชื้อแพร่ระบาดได้มากขึ้นอีกด้วย

กลไก การเกิดโรคของเชื้ออหิวาต์ O139 เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างท็อกซินหรือสารพิษของเชื้อแบคทีเรีย กับเยื่อบุเซลล์ผนังลำไส้เล็ก ท็อกซินมีความสามารถในการจับกับสารไขมันที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อบุ เซลล์ ทำให้กระตุ้นการหลั่งสารเคมีและเอ็นซัยม์หลายชนิดขึ้น ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเป็นสารฟอสเฟตอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอิออนภายนอกและภายในเซลล์ นอกจากนี้ยังพบว่า สารพรอสตาแกลนดินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการก่อโรคของท็อกซินของเชื้อ อหิวาต์ O139 ปัจจุบันนัก วิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการก่อโรคของเชื้ออหิวาต์ O139 เป็นอย่างดีและพบว่าท็อกซินชนิด Zot (Zonula occludens toxin) และ Ace (accessory cholera enterotoxin) เป็นตัวการที่มีบทบาทเสริมทำให้การเกิดโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก ขึ้น

           มหันตภัยจากกองทัพเชื้อโรคนานาชนิด กำลังก่อตัวอย่างเงียบๆ ภายใต้อุณหภูมิของโลกที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยมีแมลงตัวเล็กๆ จำพวก "ยุง" เป็นพาหะก่อให้เกิดโรคระบาด อย่างเช่น โรคไข้เลือดออก โรคมาลาเรีย โรคเท้าช้าง โรคไข้สมองอักเสบ และยังรวมไปถึงกองทัพเชื้อโรคต่างๆ ที่กำลังรอจังหวะเวลาอันเหมาะสม โจมตีมนุษย์ชนิดตั้งตัวไม่ทัน!!!

ภาย ในห้องสมุดเล็กๆ ของคณะสหเวชศาสตร์ ผศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้เล่าถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยอ้างอิงผลวิจัยจากต่างประเทศ ที่ค้นพบสาเหตุของการระบาดของโรคไข้เลือดออก เป็นผลพวงของสภาวะโลกร้อน?!?

 สภาวะ โลกร้อน ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบให้เกิดภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ เกินที่มนุษย์จะคาดเดาแล้ว อาจแฝงไปด้วยภัยร้ายจากเชื้อโรคนานาชนิดๆ ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์ด้วย

 "เชื้อโรคร้าย" ที่เจริญเติบโตได้ดีท่ามกลางสภาวะแปรปรวนของอุณหภูมิโลก อาจนำความหายนะมาสู่ประชากรของโลกได้ในอนาคต

 ผศ.ดร.กำ พล บอกว่า โรคร้ายชนิดหนึ่งที่น่าสนใจศึกษาเป็นพิเศษท่ามกลางวิกฤติโลกร้อน โดยเฉพาะประเทศไทย นั่นก็คือ "อหิวาตกโรค" ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาโรคชนิดนี้เคยคร่าชีวิตคนไทยตายเป็นเบือมาแล้ว

       "เชื้อ อหิวาตกโรค" มีอยู่ทั่วไปตามแม่น้ำสายสำคัญๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนภาคกลางของไทย เพียงแต่เป็นเชื้ออหิวาห์ที่ไม่ก่อโรค โดยวงจรชีวิตของ "เชื้ออหิวาต์" ที่พบจากแหล่งน้ำต่างๆ เป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Vibrio cholerae อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำและชายฝั่ง โดยอาศัยอยู่ในสาหร่ายสีเขียว แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์

      ปัจจุบัน มีรายงานการค้นพบเชื้ออหิวาต์ ประมาณ 200 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้นที่ก่อโรค นั่นคือ สายพันธุ์ O1 และ O139 โดยจะแสดงอาการอุจาระร่วงอย่างแรง แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์อื่นๆ อาจก่อให้เกิดโรคอุจาระร่วงแบบไม่รุนแรงได้เช่นกัน   

 สิ่งเหล่า นี้...เป็นเพียงสมมติฐานเบื้องต้นของโครงการวิจัยศึกษายีนก่อโรคและรูปแบบดี เอ็นเอของเชื้ออหิวาตกโรค (Vibrio cholerae O1, O139) ของ ผศ.ดร.กำพล กำลังพิสูจน์ว่า ปัญหาโลกร้อนทำให้เชื้ออหิวาต์ไม่ก่อโรค กลายเป็นเชื้ออหิวาต์ก่อโรคหรือไม่?

 "เรากำลังศึกษาปัจจัยที่มี อิทธิพลให้เชื้ออหิวาต์ที่ไม่ก่อโรคที่พบในลำน้ำทั้ง 4 สาย กลายเป็นเชื้ออหิวาต์ที่ก่อโรคได้อย่างไร เรากำลังวิจัยว่า ปัจจัยใดที่ทำให้เชื้ออ่อนแอ โดยวิเคราะห์จากความเค็มของน้ำ ประจุไฟฟ้า ออกซิเจน และอุณหภูมิ ในเบื้องต้นเราให้ความสำคัญกับอุณหภูมิ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนกระตุ้นให้เชื้ออ่อนแอจนกลายเป็นสายพันธุ์ที่ก่อโรค" ผศ.ดร.กำพล เล่าถึงผลการวิจัยตลอด 2 ปี ซึ่งเหลืออีกปีเดียวผลสรุปคงมีความชัดเจนมากขึ้น

 สำหรับแม่น้ำทั้ง 4 สาย ที่พบเชื้ออหิวาต์ที่ไม่ก่อโรค ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง แม่กลอง และท่าจีน โดยนักวิชาการสหเวชศาสตร์ เชื่อว่า เมื่อเชื้ออหิวาต์ที่ไม่ก่อโรคอ่อนแอลง เชื้อไวรัสจะนำยีนก่อโรค หรือซีทีเอ็กซ์ (CTX) เข้าไปในเชื้ออหิวาต์กลายเป็นเชื้อที่ก่อโรค ซึ่งจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ถึงแม้เชื้ออหิวาต์จากแหล่งน้ำที่วิจัยจะเป็นเชื้อที่ไม่ก่อโรค แต่ก็อาจจะกลายเป็นเชื้อที่ก่อโรคได้ถ้ามีปัจจัยมากระตุ้น

 ปัจจัยกระตุ้นในที่นี้ อาจหมายถึงอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง!

 นัก วิชาการจากคณะสหเวชศาสตร์ บอกด้วยว่า ประเทศไทยมีอุณหภูมิน้ำโดยเฉลี่ยประมาณ 29-31 องศาเซลเซียส เมื่อเกิดฝนแรกฤดูตกลงมา จะทำให้อุณหภูมิน้ำลดต่ำลง เชื้ออหิวาต์ที่ไม่ก่อโรคจะเกิดความเครียดจนร่างกายอ่อนแอ เชื้อไวรัสก็จะฉวยโอกาสเข้ามาในเชื้ออหิวาต์ จนกลายเป็นเชื้ออหิวาต์ที่ก่อโรคในมนุษย์

 ถ้าสมมติฐานเรื่องอุณหภูมิมีผลต่อการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคบนโลกมนุษย์เป็นจริง อะไรจะตามมา?

 ใน คำเตือนถึง "วันน้ำท่วมโลก" ที่มีคนกล่าวถึงกันมาก มีการกล่าวถึงการมาเยือนของโรคระบาดใหญ่ โดยเฉพาะโรคอหิวาต์ อาจทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่นั่นอาจเป็นเพียงแค่คำทำนายที่อาจไม่มีแก่นสารใดๆ แต่ก็ไม่อาจเพิกเฉยในการตระเตรียมรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิดนี้

 "อนาคต เราเชื่อว่า ระดับน้ำทะเลจะสูงจนท่วมที่ราบลุ่ม หากมีการแพร่ระบาดของเชื้ออหิวาต์อย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต ที่เคยมีคนเสียชีวิตจำนวนมากด้วยเชื้ออหิวาต์สายพันธุ์แท้ แม้ว่าปัจจุบันเชื้ออหิวาต์จะไม่รุนแรงเหมือนอดีต แต่ไม่มีหลักประกันว่า เชื้ออหิวาต์แท้จะกลับมาอีกหรือไม่ ถึงเวลานั้นผมไม่แน่ใจว่าจะแพ้ไข้หวัดนกมั้ย" ผศ.ดร.กำพล ตั้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

 นอกจากโรคติดเชื้อที่มีน้ำเป็นพาหะ อย่างโรคอหิวาต์แล้ว นักวิชาการสหเวชศาสตร์ ยังให้ความสนใจโรคติดเชื้อที่มียุงเป็นพาหะอีกด้วย โดยอ้างอิงผลการวิจัยจากต่างประเทศที่พบว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง แมลงจำพวก "ยุง" จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่ออุณหภูมิสูง ยุงจะวางไข่ มีระยะการฟักตัวสั้น และเจริญเติบโตเร็ว ทำให้ยุงที่ติดเชื้อมีโอกาสนำเชื้อโรคไปสู่คนมากขึ้น

 สอด คล้องกับการเฝ้าติดตามการระบาดของโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 โดย ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกแล้ว 425 ราย มีผู้ป่วยไข้เลือดออกกว่า 3 แสนคน ประกอบด้วย ปี 2549 มีผู้ป่วย 42,456 ราย เสียชีวิต 59 ราย ปี 2548 มีผู้ป่วย 45,893 ราย มีผู้เสียชีวิต 71 ราย ปี 2547 มีผู้ป่วย 39,135 ราย มีผู้เสียชีวิต 48 ราย ปี 2546 มีผู้ป่วย 63,657 ราย เสียชีวิต 75 คน และปี 2545 มีการระบาดรุนแรงที่สุด มีผู้ป่วยสูงถึง 108,905 ราย เสียชีวิต 172 ราย

 นอกจากโรคไข้เลือดออกที่ระบาดในเขต เมืองใหญ่ๆ แล้ว โรคมาลาเรียที่เคยหลบซ่อนอยู่ในป่าเขาตามชายแดนไทย ก็กำลังนำทัพบุกเข้าตัวเมืองแล้ว ถึงแม้ผู้ป่วยคนไทยจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ แต่ในกลุ่มผู้ป่วยต่างด้าวกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะคนเหล่านี้มีการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปมา โดยเฉพาะการหารายได้พิเศษ เช่น กรีดยาง ทำไร่ บางรายมีเชื้อมาลาเรียอยู่โดยไม่แสดงอาการและปฏิเสธการรักษา เนื่องจากกลัวถูกจับ ทำให้เชื้อมาลาเรียแพร่ไปยังที่อื่นๆ ไม่รู้จบสิ้น

 เกือบ ทุกเดือน แพทย์ รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน จะให้การรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยมาลาเรียจากฝั่งพม่าและมอญ กว่า 200 คน โดยบางส่วนจะเดินทางไปให้การรักษาถึงชายแดน หากรายไหนอาการหนักก็จะนำตัวกลับมารักษาภายในหอผู้ป่วยมาลาเรีย ซึ่งปัจจุบันมีชาวพม่าและมอญทั้งหญิงชาย นอนเรียงรายอยู่จนแน่นขนัด

 "สถานการณ์ ของโรคมาลาเรียในคนไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ในคนต่างด้าวโดยเฉพาะพม่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การแพร่ระบาดของเชื้อมาลาเรียมักพบตามแนวชายแดนไทย-พม่า เพราะยังมีพื้นที่ป่าอยู่มาก และพื้นที่เสื่อมโทรมจากภัยพิบัติ ตลอดจนพื้นที่มีปัญหาก่อการร้าย มีการแพร่ระบาดของเชื้อมาลาเรียสูง เนื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่สามารถเข้าไปควบคุมโรคได้" รศ.วัฒนา เลี้ยววัฒนา รองคณบดีฝ่ายบริการ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผอ.รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน สะท้อนปัญหาการระบาดของโรคมาลาเรีย

 สภาวะ โลกร้อนกำลังซัดกระหน่ำซ้ำเติมคุณภาพชีวิตของมนุษย์บนพื้นโลกอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นเด่นชัดในรูปแบบภัยพิบัตินานาประการ อาทิ ความแห้งแล้ง วาตภัย อุทกภัย พายุฝน ฯลฯ หลังม่านหมอกแห่งความเปลี่ยนแปลงอันโหดร้ายและรุนแรงที่มนุษย์สัมผัสได้นั้น ยังซ่อนความรุนแรงอื่นๆ ที่สายตาของมนุษย์มิอาจมองเห็นอีกมากมาย?!?

 
 บันทึก "โรคห่า"

 บันทึกโรคอหิวาตกโรคในอดีตของไทย ปรากฏอยู่ในวิทยานิพนธ์ของ "วรนารถ แก้วคีรี" ปัจจุบันถูกเก็บอยู่ในหอสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 อหิวาตกโรค ระบาดครั้งแรกในโลกเมื่อ พ.ศ.2360 ที่ลุ่มแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย แล้วกองทัพโรคห่าก็แบ่งสายเดินทางรอบโลกและมาถึงประเทศไทย ผ่านปีนังเข้ามายังหัวเมืองฝ่ายตะวันตก เข้าสู่ จ.สมุทรปราการ และ กทม. เมื่อ พ.ศ.2440-2475 ในสมัยรัชกาลที่ 2 แม้ว่าบรรพบุรุษของมันจะก่อกำเนิดมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 5 ส่งผลให้มีคนตายจำนวนมากพอๆ กับโรคไข้ทรพิษและกาฬโรค

 โรค อหิวาตกโรคที่เข้ามาระบาดในประเทศไทยครั้งแรก มีชื่อว่า Asiatic cholera แต่เชื้ออหิวาต์ในปัจจุบันชื่อ Vibrio cholera ได้กลายเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่า

       สำหรับสถิติการระบาดของอหิวาตกโรค มีการบันทึกอย่างเป็นระบบ เมื่อ พ.ศ.2460 พบว่า พ.ศ.2461-2468 เกิดการระบาดที่ จ.ตาก ลงมาตามลำน้ำปิงและลำน้ำเจ้าพระยา มีอัตราการตายร้อยละ 71.29 และ พ.ศ.2468-2472 เกิดระบาดใน กทม. คาดว่าติดต่อมาจากผู้โดยสารในเรือสินค้า ที่มีผู้ป่วยหนีขึ้นบก มีอัตราการตายร้อยละ 69

 ปัจจุบัน "โรคห่า" หรือโรคอุจาระร่วงเฉียบพลัน มีการระบาดอยู่บ้างบางพื้นที่ในช่วงฤดูร้อน แต่ไม่รุนแรง ทว่า สภาพอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อน อาจเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เชื้ออหิวาต์สายพันธุ์ที่ดุร้าย ที่เคยคร่าชีวิตคนไทยเรือนหมื่นหวนกลับมาอีกครั้ง?

 -------------------------------------------------------------------------

 แถม*** 13 โรคร้ายผลพวงโรคร้อน

 - อหิวาตกโรค หรืออุจจาระร่วงเฉียบพลัน : เชื้อแบคทีเรียไวรัสปรสิต มีการระบาดใหญ่เมื่อ พ.ศ.2536 ใน 78 ประเทศ มีผู้ได้รับเชื้อ 376,845 ราย เสียชีวิต 6,781 ราย

 - มาลาเลีย : เชื้อพลาสโมเดี่ยม ฟาลซิฟารั่ม มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ องค์การอนามัยรายงานว่า ทุกปีประชากรโลก 400 ล้านคน ป่วยด้วยโรคนี้ ส่วนอีก 2 ล้านคนเสียชีวิต

 - ไข้เลือดออก : เชื้อไวรัสเด็งกี่ มียุงลายเป็นพาหะ ประชากรโลกจะติดเชื้อไข้เลือดออกชนิดนี้ปีละ 50 ล้านคน เสียชีวิตร้อยละ 2.5

 - ไข้เลือดออกอีโบลา : เชื้อไวรัสอีโบลา มีลิงซิมแปนซี ค้างคาว หนู เป็นพาหะ พบการระบาดครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2519 ในประเทศซูดานและซาอีร์ มีผู้ป่วยมากกว่า 600 คน เสียชีวิตร้อยละ 70

 - เท้าช้าง : พยาธิตัวกลมขนาดเล็ก มียุงเสือ ยุงลายป่า เป็นพาหะ ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อประมาณ 120 ล้านคน และมีความพิการประมาณ 40 ล้านคน ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในประเทศอินเดีย

 - กาฬโรค : เชื้อแบคทีเรีย มีหนู กระต่ายป่า กระรอก เป็นพาหะ พบการระบาดใหญ่เกิดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งแรก ค.ศ.6 มีคนตายวันละ 1 หมื่นคน ครั้งที่ 2 ค.ศ.14 มีผู้เสียชีวิต 25 ล้านคน และครั้งที่ 3 พ.ศ.2439 มีรายงานใน พ.ศ.2443-2444 ทางภาคตะวันออกของจีน เสียชีวิต 6 หมื่นคน และ พ.ศ.2453-2455 ที่แมนจูเลีย มีคนเสียชีวิต 1 หมื่นคน

 - ฉี่หนู : เชื้อแบคทีเรีย มีหนู สุนัข โค กระบือ และสัตว์ป่าป่วย เป็นพาหะ ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยครั้งแรกปี 2485 (น้ำท่วมใหญ่) 4 ราย เสียชีวิต 2 ราย

 - ืมือเท้าปากในเด็ก : เกิดจากเชื้อเอ็นโรไวรัส 71 มีคนเป็นพาหะ แต่ละปีมีเด็กติดเชื้อมากกว่า 30 ล้านคน

 - ไข้สมองอักเสบ : เชื้อไวรัสแจแปนิส เอนเชบฟาไลติส มียุงรำคาญ นก หนู เป็นพาหะ พบระบาดครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ.2476 ส่วนประเทศไทยระบาดครั้งแรก พ.ศ.2512 ที่ จ.เชียงใหม่ ปีต่อมามีผู้ป่วย 100 ราย เสียชีวิต 20 ราย

 - ไข้สมองอักเสบ : เชื้อนิปาห์ไวรัส มีค้างคาว หมู เป็นพาหะ พบระบาดที่มาเลเซียเมื่อกันยายน พ.ศ.2541-2542 มีผู้ป่วย 256 ราย เสียชีวิตถึง 105 ราย และยังแพร่ระบาดในสิงคโปร์ มีผู้ป่วย 11 ราย เสียชีวิต 1 ราย

 - ไข้สมองอักเสบ : เชื้อเวสต์ไนล์ไวรัส มีนก ยุง เป็นพาหะ พบระบาดครั้งแรกที่ประเทศยูกันดา พ.ศ.2480 และโรคได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต

 - ไข้หวัดนก : เชื้อไวรัส เอช 5 เอ็น 1 นก เป็ด ไก่ เป็นพาหะ พบระบาดครั้งแรก พ.ศ.2460-2461 เรียกว่า "ไข้หวัดใหญ่สเปน" มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 20-40 ล้านคน ครั้งที่ 2 พ.ศ.2500-2501 เรียกว่า "ไข้หวัดใหญ่เอเชีย" มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1-4 ล้านคน และครั้งที่ 3 พ.ศ.2511 เรียกว่า "ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง" มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1-4 ล้านคน ต่อมาเกิดการระบาดซ้ำที่ฮ่องกง พ.ศ.2540 มีผู้ติดเชื้อ 18 คน เสียชีวิตไป 6 คน

 - ซาร์ส : เชื้อโคโรนาไวรัส มีค้างคาว สัตว์ป่า ชะมด อีเห็น เป็นพาหะ พบระบาดครั้งแรกที่ประเทศจีน พ.ศ.2546  มีผู้ป่วย 2,462 เสียชีวิต 81 คน

มีด้วยประการระฉะนี้..จร้า  


 
 
Online:  17
Visits:  16,777,220
Today:  2,843
PageView/Month:  93,062