พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก
 

                                   ต่างชาติกับพระสมเด็จวัดระฆัง

                                                                 ข่าวคราวพระสมเด็จ

2011-11-16  เศรษฐีสิงคโปร์ เช่า 50 ล้าน สมเด็จวัดระฆัง

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปีที่ 56 ฉบับที่ 17438 วันพุธที่ 19 ตุลาคม 2548

เมื่อ วานนี้ ( 18 ต.ค. ) นายอมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากผลการวิจัยของนิสิตคณะครุศาสตร์ ประกอบด้วย นายเฉลิมลาภ ทองอาจ นายภานุพันธุ์ ประสิทธิคุณาพร น.ส.ปัณรวี วิมลเศรษฐ น.ส.สุวรรณา ตันเจริญ และ น.ส.ภารดี ดวงนภา ในเรื่อง “หักเหลี่ยมพระเครื่อง” โดยผลวิจัยระบุว่า พระเครื่อง แบ่งตามยุคสมัยได้ดังนี้ สมัยทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์

นายอมรวิชช์กล่าวว่า พระเครื่องที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ พระชุดเบญจภาคี ประกอบด้วย พระสมเด็จวัดระฆัง หรือสมเด็จบางขุนพรหม หรือวัดเกศไชโย พระซุ้มกอ จ.กำแพงเพชร พระนางพญา จ.พิษณุโลก พระรอดลำพูน และพระผงสุพรรณ ซึ่งบางองค์อาจจะมีราคาในการเช่าสูงถึงหลายล้านบาท นอกจากนี้ ผลวิจัยยังระบุอีกว่า สำหรับการเช่าพระเครื่องนั้น ปัจจุบันเป็นการซื้อขายเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลายเป็นวัตถุนิยม โดยหากเป็นพระที่มีความนิยมในท้องตลาด อาจจะมีราคาสูงถึงเลข 7 หลัก และเมื่อสำรวจแผงและศูนย์เช่าพระเครื่องทั้งประเทศไทย พบว่ามีอยู่กว่า 5,000 แผง โดยใน กทม. มีอยู่ถึง 3,000 กว่าแผง นอกจากนี้ ชาวต่างชาติยังให้ความสนใจในพระเครื่องด้วย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน โดยเฉพาะที่สิงคโปร์มีแผงพระเครื่องอยู่กว่า 300 แผง

อาจารย์ จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวด้วยว่า เมื่อสำรวจไปยังหน้าหนังสือพิมพ์ พบว่าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับจะมีกรอบเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่องโดยเฉพาะ และบางฉบับให้พื้นที่พระเครื่องมากกว่าหน้าการศึกษาด้วยซ้ำ จากผลการประมาณการคาดว่า การโฆษณาเกี่ยวกับพระเครื่องตามสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ จะใช้เงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ เมื่อสอบถามไปยังเซียนพระ พบว่า ราคาเช่าพระที่สูงสุดในขณะนี้อยู่ที่ 50 ล้านบาท คือพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ โดยนายได ก๊อด วิน เศรษฐีชาวสิงคโปร์ เช่าไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว และเมื่อสอบถามไปยังเซียนพระรายหนึ่ง ซึ่งเปิดแผงพระอยู่บริเวณสวนจตุจักร พบว่ามีรายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 100,000 บาท อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจว่าธุรกิจพระเครื่องไม่มีการหักภาษี จึงอาจจะเป็นช่องทางในการฟอกเงิน โดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้

นาย อมรวิชช์กล่าวด้วยว่า จากผลวิจัยยังพบอีกว่า บางทีวัดบางแห่งเข้ามาหาซื้อพระเครื่องในราคาถูก แล้วนำไปประกอบพิธี อาจจะทำให้พระมีราคาสูงจากเดิมที่มีราคา 5-6 บาท สูงขึ้นเป็นองค์ละ 100-200 บาท อีกทั้งในปัจจุบันยังมีกลวิธีในการทำให้ราคาพระสูงขึ้นโดยปล่อยข่าวว่ากรุแต ก ซึ่งจะมาจากพระฮั้วกับเซียนพระ โดยมีเซียนพระเป็นคนปล่อยข่าว

ด้าน นายราม วัชรประดิษฐ์ อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร สุดยอดแฟนพันธุ์แท้พระเครื่องปี 2543 กล่าวว่า ยอมรับว่ามีวิธีการปั่นราคาพระเครื่องจริง โดยมีวิธีการคือใช้หน้าม้ามาเช่าพระต่อๆกัน ทำให้คนอื่นๆเกิดความสนใจ ส่งผลให้ราคาพระเครื่องสูงขึ้นภายในเวลาไม่นาน เท่าที่เคยเจอมา พระเครื่องจากวัดแห่งหนึ่ง ราคาเช่าจากวัดแค่ 3,000 บาท แต่ใช้วิธีนี้ปั่นราคาจนสูงถึง 50,000 บาท และอีกสาเหตุที่ทำให้ราคาพระสูงขึ้น มาจากสื่อโฆษณาที่สร้างกระแส ทำให้ราคาพระมีราคาที่สูงขึ้นเกินจริง แต่จะทำได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะหากพระไม่เป็นที่นิยมราคาจะตกลงมา ส่วนวิธีการปั่นราคาพระโดยการปล่อยข่าวว่ากรุแตกนั้น ในปัจจุบันจะพบได้น้อย ที่มีข่าวออกมาส่วนใหญ่จะเป็นพระเครื่องใหม่ เนื่องมาจากพระต้องการหาเงินเข้าวัด แต่อยากให้สังเกตง่ายๆ หากพระที่พบในกรุเป็นพระเก่าจริงจะมีจำนวนไม่มาก แต่ถ้าเป็นพระใหม่ที่ทำหลอกขึ้นมาจะมีออกมาอยู่ตลอด

-----------------


พระเครื่องไทยดัง ต่างชาติหอบเงินเช่า วงการพระเครื่องไทยตื่น

         วงการพระเครื่องไทยตื่นเศรษฐีชาวต่างชาติแห่ เช่าบูชาแม้ราคาสูงนับล้านบาท วันนี้ (3 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดเนินสมบูรณ์ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี นายกวง กฤตยากร อายุ 76 ปี อดีตประธานชมรมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชา จ.จันทบุรี นำนักธุรกิจชาวจีน เข้าพบพระวิชัย ชะยะธรรมโม เจ้าอาวาส เพื่อขอชมพระเครื่อง อาทิ พระสมเด็จวัดระฆัง พระนางพญา หลวงปู่ทวด รวมไปถึงพระเครื่องอื่น ๆ อีกนับร้อยองค์ โดยนักธุรกิจชาวจีนขอเช่าพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์ประธาน 3 องค์ ในราคา 60 ล้านบาท แต่พระวิชัย ระบุว่า อยากให้ทั้งคู่ช่วยบูชาพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ทั้ง 3 องค์ ในราคา 80 ล้านบาท เนื่องจากต้องการนำเงินไปสร้างโบสถ์และบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเนินสมบูรณ์ที่ ทรุดโทรม จึงทำให้นักธุรกิจชาวจีนต้องขอกลับไปพิจารณา

         สำหรับเรื่องการเช่าซื้อพระเครื่องในราคาสูง เกิดจากบรรดาเศรษฐีใหม่ในเมืองจีน ที่นิยมเช่าไปบูชา เพราะศรัทธาในพุทธศิลป์และลวดลายศิลปะแบบไทย โดยเฉพาะพระเครื่องชุดเบญจภาคี ซึ่งไม่เพียงแต่ชาวจีนที่นิยม บรรดาเศรษฐีชาวฮ่องกง-สิงคโปร์-มาเลเซีย-ญี่ปุ่น-บรูไน-ดูไบ-สวิสเซอร์แลนด์ ก็นิยมสะสมพระเครื่องไทยด้วย 

         นายพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องและ พระบูชาไทยเปิดเผยว่า เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมามีนักธุรกิจชาวฮ่องกงที่มีความเป็นอยู่ระดับเศรษฐีชื่อ มิสเตอร์ไลน์ ก็อดวิน ได้มากว้านบูชาพระชุดเบญจภาคีและพระยอดนิยม ในบ้านเราไปหลายสิบองค์ซึ่งครั้งนั้นทำให้ตลาดพระเครื่องไทย ตื่นตัวกันดี เนื่องจากนายไลน์ ก็อดวิน มาบูชาไปเยอะมากซึ่งปัจจุบันก็พอได้ยินบ้างว่ามีชาวต่างชาติ มาบูชาพระเครื่องไทยซึ่งจากที่สอบถามส่วนใหญ่จะเป็น ผู้ที่เปิดแผงพระในฮ่องกงและสิงคโปร์โดยพระที่ซื้อไปเป็นพระที่ราคาไม่แพง มาก
   
         ด้าน นายศุภชัย เรืองสรรงามศิริ หรือฉายาในวงการพระคือ “ตี๋เหล้า” ประธานชมรมพระเครื่องท่าพระจันทร์ สนามพระเก่าแก่ของเมืองไทยเปิดเผยว่า ตามข่าวที่ปรากฏนั้นเป็นจริงเพราะชาวต่างชาติ มีหลายคนที่หันมาสะสมพระเครื่องอย่างเช่น มิสเตอร์ฟุ๊ ซึ่งเป็นนักธุรกิจท่องเที่ยวชาวฮ่องกง ที่เดินมักเดินทางมาเช่าพระเครื่องในสนามพระย่านท่าพระจันทร์ไปบูชา

         ขณะที่ นายพิศาล เดชะวิภาค หรือ “ต้อย เมืองนนท์” เซียนพระชื่อดัง อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทย เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริง โดยขณะนี้พระเครื่องไทยได้ กระจายไปอยู่กับนักธุรกิจหลายชาติ โดยเฉพาะ “เศรษฐีใหม่ชาวจีน” เนื่องจากมีเงินเหลือเฟือที่จะซื้อสิ่งของต่าง ๆ ที่หาได้ยากไว้ในครอบครอง รวมทั้งพระเครื่องไทย โดยเช่าบูชาไปเนื่องจากเชื่อว่าพระเครื่องไทยมีพระพุทธคุณ อภิหารต่าง ๆ รวมทั้งเช่าบูชาไว้เพื่อสะสม เพราะชื่นชมในพุทธศิลป์พระเครื่องไทย อย่างไรก็ตามขอฝากเตือนผู้นิยมพระทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ใช้วิจารณญาณ ในการเลือกเช่าพระเพราะในปัจจุบันมีพระเก๊-พระปลอมปะปนอยู่ในตลาดพระจำนวน มาก.

 ความนิยม
               พระ สมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ พระสมเด็จ องค์เสี่ยหน่ำ องค์ลุงพุฒ องค์ขุนศรี องค์เล่าปี่ องค์กวนอู องค์บุญส่ง องค์เจ๊แจ๊ว องค์เจ๊องุ่น องค์ครูเอื้อ องค์เสี่ยดม องค์มนตรี

           ถึงชั่วโมงนี้ความโด่งดังของ 'พระสมเด็จ' วัดระฆังโฆสิตาราม ก็ได้รับการถามไถ่ถึงเป็นอย่างมาก หลายคนถึงกับเอ่ยไฉนตนจึงไม่มีไว้สักองค์บ้าง จะได้ร่ำได้รวย ว่าไปแล้วบางครั้งก็เป็นเรื่องของ 'โชคชะตา' และ 'วาสนา' ในการจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ 'จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง'

          ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก บริษัท บางกอก อ๊อกชั่น เฮาส์ จำกัด ได้เปิดการประมูลพระเครื่องและผลงานศิลปะของศิลปินชื่อดังในเมืองไทย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องนิทรรศการชั้น 4 เดอะ สีลม แกลเลอเรีย ย่านสีลม

            ไฮไลต์ของการประมูลอยู่ที่ พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ที่เรียกกันว่า 'องค์เสี่ยหน่ำ' หรือ นายก๊อนหน่ำ แซ่ใช้ ที่เปิดราคาประมูลไว้ที่ 18 ล้านบาท

              ทันทีที่มีข่าวการประมูลปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนหน้าการประมูลนั้น วงการพระเครื่อง เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ 'องค์เสี่ยหน่ำ' อย่างกว้างขวางว่า พระสมเด็จองค์นี้มีความเป็นมาเช่นใดกันแน่ เป็นองค์ของ 'เสี่ยหน่ำ' จริงหรือ บ้างก็ว่าพระองค์นี้เคยอยู่ในความครอบครองของคนตระกูล 'ชินวัตร' บ้างก็ว่าเคยอยู่ในความครอบครองของ หม่อมเจ้าภาคิไนย ก่อนจะตกมาอยู่ที่ คุณฉลี  ยงสุนทร อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำฮ่องกง และเปลี่ยนมือไปอีกหลายคน

              สืบค้นกันถึงที่มาของ พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ 'องค์เสี่ยหน่ำ' ก็พบว่า เดินทางผ่านมาหลาย 'มือ' ทีเดียว ก่อนจะมาถึงการประมูล

             ราม วัชรประดิษฐ์ อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก คอลัมนิสต์ 'แฟนพันธุ์แท้' ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้กล่าวถึงที่มาของพระสมเด็จองค์นี้ว่า"พระสมเด็จองค์ที่เปิดประมูลนี้ ตนได้ศึกษารายละเอียดและติดตามมานาน พระองค์นี้เป็นชนิดที่เรียกกันว่า พิมพ์ใหญ่อกตัววี ด้านหลังเป็นสังขยา ถ้าจำไม่ผิดคิดว่ามุมบนของด้านหลังมีรอยมองเห็นเนื้อในขององค์พระเล็กน้อย สมัยก่อนในช่วงแรกๆ อยู่กับ นายก๊อนหน่ำ แซ่ใช้ ไปได้มาจากหม่อมเจ้าภาคิไนย ซึ่งเป็นนักสะสมรุ่นเก่า คนในวงการจึงเรียกว่า 'องค์หม่อมเจ้าภาคิไนย' บ้าง 'องค์เสี่ยหน่ำ' บ้าง ต่อมาเสี่ยหน่ำได้ขายให้ คุณฉลี ยงสุนทร หลังจากนั้นก็มีเจ้าของร้านขายอาวุธปืนขอชมต่อจากคุณฉลี แต่การเจรจาไม่จบ

              หลังนำเข้าส่งในงานประกวดพระครั้งสำคัญคือ งานศรีนคร ในปี 2519 พร้อมคว้ารางวัลที่ 1 ไปแล้ว คนในตระกูล 'นิมมานเหมินท์' ที่เรียกกันว่า 'คุณติ่ง' ได้เช่าไปในราคาสามแสนบาท พระสมเด็จองค์นี้ต่อมาก็มาอยู่กับ คุณนิยม อสุนี ณ อยุธยา ภายหลังไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของนำมาประมูลในงานนี้"

               แต่ทันทีที่การประมูลจบสิ้น และเจ้าของหมายเลข 007 ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมการประมูล ก็ทิ้งปริศนาไว้ว่า ใครเป็น 'ตัวจริง' ที่ได้ครอบครอง พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ องค์นี้

                 หากปรากฏข่าวว่า นายอนุชิน ชาญวีระกุล เสี่ยใหญ่เจ้าของ บริษัท ชิโน-ไทย เป็นผู้ทุ่มเงินถึง 24 ล้านบาท เพื่อครอบครองพระสมเด็จองค์นี้ ก็ได้รับการปฏิเสธการเป็นข่าวจาก นายอนุชิน ชาญวีระกุล ไปแล้วว่าไม่ได้ทุ่มเงินประมูลพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม 'องค์เสี่ยหน่ำ' เพราะไม่รู้จะเช่าไปทำไม

                   อย่างไรก็ตาม แม้ไม่อาจทราบผู้ครอบครองที่แท้จริงว่าเป็นผู้ใด แต่เหล่าเซียนพระทั้งหลายยังอุ่นใจอยู่บ้างว่า อยู่ในความครอบครองของคนไทย ทั้งนี้ ด้วยเกรงว่าจะมีชาวต่างชาติเข้ามาประมูลแล้วนำออกนอกประเทศ โดยเฉพาะชาวฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งให้ความสนใจ 'พระเครื่อง' มากเป็นพิเศษ และพยายามทุ่มเงินเช่าพระเครื่องในเมืองไทยเพื่อนำไปโชว์ในพิพิธภัณฑ์ และที่เก็บสะสมไว้เช่นคนไทยก็มาก

                การประมูลพระเครื่องครั้งนี้ในสายตาของ 'เซียนพระ' แล้วนั้น มีความเห็นไม่แตกต่างไปจากกันมากนัก โดยเฉพาะในด้านของราคาประมูลที่ได้ 24 ล้านบาทอาจสูงไปหน่อยสำหรับในความคิดเห็นของ 'เซียนพระ' บางท่านอย่าง นายกิตติ ธรรมจรัส หรือ 'เฮียกวง' ว่า "สำหรับราคาประมูล 24 ล้าน ถือว่าสูงเกินไป เพราะแม้จะเป็นพระแนวหน้า แต่ก็ไม่สวยที่สุด องค์ที่สวยที่สุดมีอยู่ มีคนพยายามให้ราคา โดยให้ผมไปเจาะแล้วในราคา 35 ล้านบาท แต่เจ้าของไม่ยอมปล่อย"

เช่นเดียวกับ 'ต้อย เมืองนนท์' อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย กล่าวว่า "ราคาประมูลของ สมเด็จองค์เสี่ยหน่ำ สำหรับคนมีเงินแล้วถือว่าสมราคา แต่ราคาสูงเกินไปสำหรับนักเล่นพระ

                  ในขณะที่ 'เล็ก พงษ์พานิช' กล่าวไว้ "ราคา 24 ล้านบาทไม่ถือว่าสูงมาก เพราะที่ผ่านมาเคยมี พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ มีราคาเช่าสูงถึง 30-40 ล้านก็มี ที่สำคัญพระเหล่านี้อยู่ในความครอบครองของบุคคลชั้นนำ เศรษฐี"

                   ที่ผ่านมา การเช่าการขายพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ที่มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าเช่น 'องค์เสี่ยหน่ำ' อย่าง 'องค์ลุงพุฒ' 'องค์ขุนศรี' 'องค์เล่าปี่' 'องค์กวนอู' 'องค์บุญส่ง' 'องค์เจ๊แจ๊ว' 'องค์เจ๊องุ่น' 'องค์ครูเอื้อ' 'องค์เสี่ยดม' และ 'องค์มนตรี'

ล้วน มีการเช่าการขายกันองค์ละไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาททั้งสิ้น โดยเฉพาะ 'องค์มนตรี' ซึ่งนายมนตรี พงษ์พานิช นักการเมืองชื่อดังในอดีตได้ครอบครอง เป็น พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ และ พิมพ์ทรงเจดีย์ทั้งสององค์ เช่ากันเกือบ 50 ล้านบาท

                     แต่ก็เป็นที่ทราบกันในวงการพระเครื่องเท่านั้น เนื่องเพราะการติดต่อเรื่องราคาอยู่ที่ผู้ขาย และผู้เช่าเท่านั้น ไม่เคยมีการประมูลแบบครึกโครมเช่นนี้

ในความเห็นของ 'เซียนพระ' ก็กล่าวว่าการประมูลพระในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดี อย่าง 'ต้อย เมืองนนท์' ว่า "ถือว่าดี ทำให้งานพระเครื่องก้าวไปสู่ระดับอินเตอร์" เช่นเดียวกับที่ 'ราม วัชรประดิษฐ์' กล่าว "การประมูลพระเครื่องเป็นอีกหนทางหนึ่งที่วงการพระเครื่องจะได้เติบโตไปสู่ ความเป็นอินเตอร์"

                      แต่ที่ 'เซียนพระ' ค่อนข้างเป็นห่วงคือ การรับรองรับประกันคุณภาพ โดยเฉพาะพระเครื่องที่มีรอยชำรุด มีรอยอุด รอยหัก รอยซ่อมทั้งหมด ต้องชี้แจงบอกกล่าวให้กับลูกค้าทราบ

จะว่าไป การเช่าการขาย พระสมเด็จ ให้มีราคาแพงเช่นนี้นั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามไว้ในความครอบครอง มิใช่จะสามารถขายได้ราคาสูงเสมอไป

นอก เหนือจากความสวยงามขององค์พระเครื่อง ความคมชัดลึกของเส้นสายพิมพ์ทรง สภาพความสมบูรณ์ของผิวพระ และการเข้าถึงตัวผู้เก็บสะสม 'ตัวจริง' โดยตรง ความพึงพอใจของ 'ผู้เช่า' ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พระสมเด็จมีราคาสูงหรือต่ำ

เช่น นั้นผู้ขายพระสมเด็จได้ราคาดี จึงมักเป็น 'เซียน' ในระดับมีชื่อเสียงเป็นเครื่องการันตี เนื่องเพราะนักสะสมพระเครื่อง 'ตัวจริง' ที่น้อยคนนักจะดูพระ 'เป็น' ต้องอาศัยสายตา 'เซียน' ที่ไว้วางใจให้เป็น 'ตา' ส่องให้ ช่วยดูตัดสินใจ

                       ชาวบ้านทั่วๆ ไป ขายได้ก็ในราคา 'เซียนซื้อ' ต่ำกว่าที่ขายให้กับผู้เก็บสะสม 'ตัวจริง' อย่างแน่นอน และต้องทำใจ เพราะไม่มีทางที่เข้าถึงตัวคนเก็บ 'ตัวจริง' ได้ เพียงให้ทราบราคาบ้างว่า สภาพพระเครื่องสมบูรณ์สวยงามหรือไม่ หากหย่อนงามก็มีราคาลดหลั่นลงไป ยิ่งไม่ได้อยู่ในความครอบครองของคนมีชื่อเสียงด้วยแล้ว คงไม่ได้ราคาอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวแน่นอน ชื่อเสียงของผู้ครอบครองก็เป็นเครดิตให้กับพระเครื่ององค์นั้นด้วย

ขอเพียงไม่ขายไปในราคา 'ตกควาย' (ขายผิดราคา เช่น ควรขายได้ในราคา 200,000 บาท แต่กลับขายเพียง 20,000 บาท)

                           หากสืบค้นประวัติของการสะสมพระเครื่องแล้ว จะพบว่าในความนิยมชมชอบพระเครื่องแต่เดิมทีแล้วหาได้วาง 'พระสมเด็จ' วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นอันดับหนึ่งไม่ หากในห้วงระยะหลังของสงครามโลกครั้งที่ 2 หรอก เมื่อ 'ตรียัมปวาย' หรือ 'พ.อ.(พิเศษ)ประจน กิตติประวัติ' อดีตนายทหารประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้เขียนถึง 'พระสมเด็จ' วัดระฆังโฆสิตาราม ประกายอันเจิดจ้าจึงทอแสงระยิบระยับแก่ 'พระสมเด็จ' วัดระฆังโฆสิตาราม จนมีค่านิยมกันในหลักพันบาท และทะยานเข้าสู่หลักล้านในปัจจุบันนี้

                         พ.อ.(พิเศษ)ประจน กิตติประวัติ ท่านนี้เองที่ได้จัดทำเนียบชุดพระเครื่อง 'เบญจภาคี' ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2495 โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง 'ไตรภาคี' คือ มีเพียง 3 องค์เท่านั้น อันประกอบด้วย 'พระสมเด็จ' วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นองค์ประธาน ซ้ายขวาเป็น 'พระนางพญา' พิษณุโลก และ 'พระรอด' ลำพูน

                         ไม่นานจากปีนั้นจึงได้ผนวก 'พระกำแพงซุ้มกอ' กำแพงเพชร และ 'พระผงสุพรรณ' สุพรรณบุรี เข้าเป็นชุด 'เบญจภาคี' สุดยอดปรารถนาของนักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย

                          แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในครั้งนั้น พระเครื่องที่ได้รับความนิยมชมชอบมากเป็นพิเศษแล้ว คือ พระเครื่องที่มีพุทธคุณในด้าน 'คงกระพันชาตรี'

ซึ่ง การจัดทำทำเนียบ 'เบญจภาคี' นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความนิยมพระเครื่องทั้ง 5 องค์ ในชุดดังกล่าว อันล้วนเป็นพระเครื่องที่มีราคาการเช่าที่สูงๆ ทั้งสิ้น

                         ยิ่งเมื่อ พ.อ.(พิเศษ)ประจน กิตติประวัติ จัดให้พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม เป็น 'จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง' ความนิยมใน 'พระสมเด็จ' ก็ทะยานสู่แถวหน้าของพระเครื่องเมืองไทย

                         กล่าวสำหรับ 'จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง' พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพระเครื่องประเภทเนื้อปูนผสมผงที่สร้างขึ้นด้วยผงวิเศษทั้ง 5 ประการ คือ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ ผงตรีนิสิงเห

                         นอกจากนั้น ยังผสมด้วยมวลสารต่างๆ อาทิ ปูนเปลือกหอย ดินสอพอง เกสรดอกไม้ กล้วยและข้าวสุกตากแห้ง โดยมีส่วนของน้ำมันตั้งอิ๊วและน้ำอ้อยเป็นตัวเชื่อมประสานให้เข้าเป็นเนื้อ เดียวกัน

                         เนื้อของพระมีสีขาวแบบปูนปั้น หรือสีขาวอมเหลือง มองดูเนื้อแก่ผง มีความหนึกนุ่มและแกร่งขนาดองค์พระเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความกว้างประมาณ 2.2 เซนติเมตร สูงประมาณ 3.5 เซนติเมตร หนาประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ทุกแบบพิมพ์

ประกอบด้วยพิมพ์ทรงมาตรฐานที่เล่นหาสะสมในวงการทั้งหมด 4 พิมพ์ทรง คือ

พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์เกศบัวตูม

                  ส่วนพิมพ์ปรกโพธิ์นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันของนักสะสมพระเครื่อง ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ไม่มีพิมพ์ปรกโพธิ์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งกล่าวว่าในพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม มีพิมพ์ปรกโพธิ์เช่นเดียวกับในพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหม ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) สร้างไว้

                  พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เป็นผู้สร้างขึ้น กล่าวกันว่าท่านเริ่มสร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2409 ภายหลังจากโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระสมเด็จพุฒาจารย์ จึงเรียกขานพระเครื่องที่สร้างขึ้นว่า 'พระสมเด็จ' และได้สร้างเรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2415

                     โดยได้แจกจ่ายแก่บรรดาญาติโยมที่มาเยี่ยมเยียน และเมื่อครั้งออกบิณฑบาตในตอนเช้า ครั้นหมดก็สร้างใหม่ ปลุกเสกด้วยคาถาชินบัญชรที่ท่านได้มาจากเมืองกำแพงเพชร

ผู้แกะพิมพ์ถวาย คือ หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองในราชสำนัก 

สุดยอดแห่งการเช่าปี ๕๑

               ตลอด ปี ๒๕๕๑ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด จำกัด ได้คาดการณ์ว่า กระแสเงินสะพัดในวงการพระเครื่องยังอยู่ในระดับ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ใกล้เคียงกับในปี ๒๕๕๐ เนื่องจากยังคงมีการเช่าพระเครื่องอื่นๆ ทั้งพระเกจิ และพระใหม่ โดยราคาของพระเครื่องยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นการเช่าบูชา ทั้งพระเครืองรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดสร้างพระเครื่องก็ต้องมีการปรับตัว เนื่องจากต้องเผชิญกับต้นทุนการจัดสร้างที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจต่อเนื่องในวงการพระเครื่องซึ่งเคยได้รับอานิสงส์จากกระแสเฟื่อง ฟูขององค์จตุคาม-รามเทพ   ก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจพระเครื่องที่มีการ เปลียนแปลงไปด้วยเช่นกัน

             ประเด็นที่น่าสนใจของตลาดพระเครื่องในปี ๒๕๕๑ ที่บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ไว้ คือ อนาคตของวงการพระเครื่องนั้นคาดว่ายังคงมีแนวโน้มทรงตัวแต่ยังมีโอกาสที่จะ กลับไปเติบโตได้ถ้ามีปัจจัยหนุนสำคัญที่สามารถสร้างกระแสความศรัทธาและความ เชื่อได้ในวงกว้างเชนเดียว กับในยุคขององค์จตุคาม-รามเทพ คาดว่าราคาพระเครื่องที่เป็นพระเก่า และพระเครื่องกลางเก่ากลางใหม่ของบรรดาพระเกจิยังคงมีการปรับตัวขึ้น แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่ารุ่นใดเป็นที่นิยมของตลาด ประเด็นที่น่าสนใจติดตามคือ การเติบโตของตลาดพระเครื่องในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันความนิยมพระเครื่องจากไทยกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง หรือแม้แต่ในยุโรปและสหรัฐฯ

             "การเช่าพระหลักแสนเป็นเรื่องธรรมดาของวงการพระ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ การเช่าพระในราคาหลักบล้านบาท ที่เป็นข่าวการเช่าพระองค์หลักๆ ในรอบปีที่ผ่านมา เช่น พระสมเด็จองค์กำนันชาติค่านิยมกว่า ๑๐ ล้านบาท เหรียญหลวงปู่ไข่ อินุทสโร ที่มีการเช่าถึง ๔ ล้านบาท พระขุนแผนเคลือบเนื้อผง วัดใหญ่ชัยมงคล ที่มีการเช่าถึง ๓.๕ ล้านบาท พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง เนื้อเขียว ที่มีการเช่าถึง กว่า ๒ ล้านบาท พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ที่มีการเช่าถึง กว่า ๑ ล้านบาท พระหลวงพ่อครน วัดบางแซะ ที่มีการเช่าถึง กว่า ๑ ล้านบาท" นี่คือบางส่วนของการเช่าซื้อพระในราคาหลักล้านบาทจากกคำบอกเล่าของนายวันชัย สอนมีทอง ประธานฝ่ายประสานงานสื่อมวลชนสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย
           นายวันชัย ยังบอกด้วยว่า แม้ว่าเศรษฐกิจและสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นเช่นไร ตลอดปี ๒๕๕๑ พระหลังที่เป็นพระเก่าที่มีสภาพสวยสมบูรณ์ราคาไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย สิ่งหนุ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้เช่าส่วนใหญ่จะเช่าเพื่อเก็บเข้ารังมากกว่าเช่าเพื่อที่จะปล่อยเพื่อทำ กำไร อย่างกรณีของการเช่า เหรียญหลวงปู่ไข่ อินุทสโร ที่มีการเช่าถึง ๔ ล้านบาท ถือว่าเป็นการเช่าเหรียญที่แพงสุดในรอบปี ส่วนการเช่าพระชุดเบญจภาคีนั้น เท่าที่ทราบมีการเช่าพระสมเด็จวัดระฆังในราคากว่า ๑๐ ล้านบาท ในขณะที่การเช่าพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม โดยมีการเช่าสูงกว่า ๓ ล้านบาท

                สำหรับเหรียญพระเกจิอาจารย์ที่มาแรงต้องยกให้ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ด้วยเหตุที่ว่า เล่นง่ายและของมีจำนวนมาก เท่าที่ทราบในองค์ที่มีสภาพสวยสมบูรณ์ราคาขยับไปเกือบถึงหลักล้านบาท ส่วนจตุคามรามเทพ รปี ๒๕๓๐ ยังเป็นที่นิยมอยู่ แต่จะให้ราคาสูงถึงหลักล้านบาทเหมือนในยุคจตุคามฯ ขาขึ้นนั้นเป็นเรื่องยาก ปัจจุบันนี้ราคาต่ำกว่าหลักห้าแสนบาทแล้ว ในขณะที่จตุคามฯ สร้างใหม่ในช่วง ๒-๓ ปี ที่ผ่านมานั้นราคาไม่ขึ้นและของไม่เดินเลยสักรุ่น

                "แม้ว่าเศรษฐกิจขอิงประเทศไม่ดี แต่เป็นเรื่องดีสำหรับวงการเช่าบูชาพระเครื่อง เพราะพระแท้มีค่าไม่ต่างจากทองคำ คนที่เช่าพระไว้มากๆ ทั้งพระหลัก พระกรุง พระเกจิ ก็นำพระมาเปลี่ยนเป็นเงิน ทำให้ตลาดพระเครื่องคึกคักพอสมควร ส่วนราคาเช่าว์อพระนั้นไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ เว้นแต่ว่าพระสร้างใหม่การตั้งราคาเช่าอาจจะอยู่ในหลักร้อยต้นๆ เท่านั้น" นายวันชัยกล่าว

รังพระกำนันชูชาติแตก!

                 ข่าวฮอทเขย่าวงการพระเครื่องต้องยกให้ ข่าวการขายพระยกรังของ กำนันชูชาติ มากสัมพันธ์ เจ้าของ "พิพิธภัณฑ์พระกำนันชูชาติ" ด้วยรายจ่ายแต่ละเดือนสูงถึง๕-๗ หมื่นบาท กรปกับไม่มีลูกหลานที่จะสืบทอเจตนารมณ์ ทำให้กำนันชูชาติถึงขั้นประกาศขายพิพิธภัณฑ์ ๕๐๐ ล้านบาท โดยผู้ที่กล้าบุกรังพระกำนันชูชาติยกรัง คือ นายสุเทพ จิรวัฒน์สุนทร หรือเจ้าของฉายาที่รู้จักกันดีในวงการพระเครื่องว่า “เทพ กำแพง” นั้นเอง

              ใน ขณะที่พระที่เช่ามาก่อนที่จะเทคโอเวอร์รังพระกำนันชูชาติ เมื่อ ๓ ปี ที่แล้ว เทพ กำแพง ได้เทคโอเวอร์รังพระของเชาว์ ริเวอร์ จากนั้นในปีถัดมาก็เทคโอเวอร์รังพระของ พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร โดยทั้ง ๓ รัง มีพระมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลัก ๓๐๐ ล้าน ราคาพระที่เช่ามามีอยู่หลายระดับ ถ้าเป็นพระที่แพงสุดต้องยกให้พระบูชาของรัง พล.ต.อ.สนอง โดยมีการตีราคาถึงองค์ละ ๕๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นพระศิลปสุโขทัย และศิลปเชียงแสน ในขณะที่พระเครื่องต้องยกให้ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ ซึ่งได้ชื่อว่า พระสมเด็จองค์กำนันชูชาติ ราคาสูงถึง ๓๐ ล้านบาท

             ทุก ครั้งที่พระแตกรังนั้น เทพ กำแพงบอกว่า ส่งผลดีต่อคนวงการพระโดยตรง พระเครื่องจากรังกำนันชูชาติามีทั้งพระบูชา พระเครื่อง พระบูชามีตั้งแต่สมัยศรีวิชัย ทวาราวดี อินเดีย อินเดียใต้ ศรีลังกา เชียงแสน สุโขทัย เรียกว่าครบทุกสมัย หลายขนาด ตั้งแต่ ๒๘ นิ้ว จนถึง ๑ นิ้ว ไว้ขึ้นคอ พุทธศิลปล้วนงดงาม สกุลช่างล้ำลึกจริงๆ เพราะคนเขาเก็บเป็น และชื่นชอบพระบูชา เป็นที่รู้กัน ส่วนพระเครื่อง มีพระกริ่งตั้งแต่ สังฆราชแพ ท่านเจ้ามา พระกริ่งพระชัยวัฒน์ทองคำ พระกริ่งสำคัญหลายองค์ นับร้อย ส่วนเครื่องรางชั้นนำทั้งสิ้น ทั้งตะกรุดหลวงปู่เอียม เสือหลวงพ่อปาน ฯลฯ พระที่เช่ามายกรังนั้นบางส่วนได้กระจายไปอยู่ในรักใหม่ของลูกค้าขาประจำและ ขาจร ทั้งนี้จะเก็บพระที่ชอบ สวยสมบูรณ์ และหายากไว้ในรังของตนเอง

------------------


 
 
Online:  87
Visits:  16,777,220
Today:  3,207
PageView/Month:  216,847