พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก
 



                                                ดินพอกช้างเผือก


2012-05-07-          พุทธโอวาทก่อนปรินิพพานนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานแก่พระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐากและพระภิกษุคราที่ ทรงปรงพระชนมายุสังขารออกเดินทางด้วยพระบาทเปล่าจากปาวาลเจดีย์ไปยังกรุงกุ สินาราสถานที่ปรินิพพานตลอดพระชนมชีพ 

      “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันร่างกายนี้สะสมแต่ของสกปรกโสโครก มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้งเก้ามีช่องหูช่องจมูก เป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เล็กสัตว์น้อย เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด เป็นรังแห่งโรคเป็นที่เก็บโรค อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่างๆเข้าไว้แล้วซึมออกมาเสมอๆ เจ้าของกายจึงต้องชำระล้าง ขัดถูวันละหลายๆครั้ง เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือสองวันกลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็น ที่น่ารังเกียจ เป็นของน่าขยะแขยง ”

    ดินพอกช้างเผือก

    ช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาด และมีสัญชาติญาน..ช้างเผือกกำเนิดเกิดเมื่อใดในป่า โขลงช้างจะช่วยดูแลรักษา เหมือนปกป้องไม่ให้ใครทำร้าย  หรือเอาไปเสีย..โขลงช้างจะช่วยกันนำดิน..ขี้ดินโคลน..มาพ่นใส่ลำตัวช้างเผือก..ไม่ให้เห็นสี และลักษณะของลำตัวช้าง...นานวันก็จะเห็นเป็นดินพอกดั่งที่ท่านได้เคยได้ยินคำสุภาษิต ดินพอกหางหมู..แต่นี่เป็นช้าง..เรียกดินพอกช้าง .เมื่อช้างเผือกอาบน้ำ...โขลงช้างก็จะทำเช่นนี้อยู่เรื่อยไป..เป็นพฤติกรรมต่อเนื่องกันมา..ตลอด..

    สมเด็จโตท่านเห็นว่า ดินพอกช้างเผือก...เป็นสิ่งมงคลธรรมชาติช่วยสร้างช่วยปกป้องรักษาชีวิตช้างเผือกไม่ให้เกิดอันตราย..สมเด็จโตท่านจึงได้นำมาเป็นส่วนผสมของมวลสารพระสมเด็จวัดระฆัง..ผู้ครอบครองพระสมเด็จวัดระฆัง ย่อมรอดพ้นจากอันตราย และภัยพิบัติทั้งปวง..

     สมเด็จโตท่านสังเกตุอย่างไร...ว่าเป็นดินพอกช้างเผือก...ท่านพิจารณาดินที่ติดขนช้างป่า..ขนช้างเผือกไม่เหมือนขนช้างทั่วไป..เมื่อปรากฎขนช้างเผือกติดอยู่กับดินก้อนใด...สิ่งนั้นคือดินพอกช้างเผือกนั่นเอง..นักเรียนบางท่านถามว่าเอ.เส้นผมสีขาว ๆ เป็นผมของสมเด็จโตหรือเปล่า..ท่านอาจจะพบเจอขนของช้างเผือกติดที่อยู่กับก้อนดินพอกช้าง  อันเป็นมวลสารที่ใช้สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง ก็ได้นะจร้า 

ลักษณะสำคัญของ.....ขนช้างเผือก
 ช้างเผือก   เป็น ช้างพลายรูปงาม งาขวา-ซ้ายเรียวงามกายสีดอกบัวแดง

ลักษณะขน

ขนตัวขุมละสองเส้น.....จึงเส้นเล็กและบาง....

ขนโขมด....สีน้ำผึ้งโปร่ง

ขนบรรทัดหลัง....สีน้ำผึ้งโปร่งเจือแดง

ขนหู......สีขาว

ขนหาง.......สีน้ำผึ้งเจือแดงแก่เส้นใหญ่หนา......


ช้างเผือก



ตำราพระคชศาสตร์กำหนดลักษณะสำคัญ ๗ ประการของช้างมงคลไว้ว่า จะต้องประกอบด้วย

๑. ตาขาว
๒. เพดานปากขาว
๓. เล็บขาว
๔. ขนขาว
๕. พื้นหนังขาวหรือสีอ่อนๆ ออกแดงคล้ายหม้อใหม่
๖. ขนหางขาว
๗. อัณฑโกสขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่

     ช้างที่มีลักษณะทั้ง ๗ ประการครบถ้วน เราเรียกว่า “ช้างสำคัญ” ส่วนช้างที่มีลักษณะมงคลไม่ครบ จะเรียกว่า “ช้าง
ประหลาด” หรือช้าง “สีประหลาด” และหากช้างมีหนังดำ มีงาลักษณะเหมือนปลีกล้วย และมีเล็บดำ จะเรียกว่า “ช้างเนียม” ซึ่งช้างทั้งสามประเภทนี้ ถือเป็นช้างคู่บารมีของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ผู้ที่ครอบครองช้างประเภทใด จะต้องนำช้างนั้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นช้างทรงตามราชประเพณีที่ปฏิบัติกันมานาน โดยเรามักจะเรียกช้างทั้งหมดรวมๆ กันว่าเป็น “ช้างเผือก”

    ถือกันมาแต่สมัยโบราณว่า ช้างเผือกถือว่ามีศักดิ์สูงเทียบชั้นเจ้าฟ้า และสัตว์ที่นิยมนำมาเลี้ยงคู่กับช้างเผือก มี ๒ ชนิด คือลิงเผือกและกาเผือก ถือกันว่าเป็นสัตว์คู่บุญของช้างเผือก จะช่วยป้องกันสิ่งอวมงคลที่จะมาสู่ช้างเผือกได้ และหากมีเหตุใดๆ เกิดขึ้นกับช้างเผือก จะเชื่อกันว่าเป็นลางร้าย

     ช้างเผือกที่ได้รับการขึ้นระวางเป็น ช้างหลวงส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ จะเรียกกันว่า “ช้างต้น” ซึ่งสมัยก่อน ช้างต้นมี ๓ ประเภทคือ
     ๑. ช้างศึกที่ใช้ออกรบ
     ๒. ช้างสำคัญที่มีลักษณะเป็นมงคลตามตำราคชลักษณ์แต่ไม่สมบูรณ์ทุกส่วน
     ๓. ช้างเผือกที่มีลักษณะถูกต้องตามตำราคชลักษณ์ทุกประการ
และจากที่ปัจจุบัน ไม่มีศึกสงคราม ทำให้ความต้องการใช้ช้างศึกเพื่อการสงครามไม่มี ช้างต้นในยุคปัจจุบัน จึงหมายถึงช้างเผือกที่มีลักษณะอันเป็นมงคลนั่นเอง

กำเนิดของช้าง ก็สามารถบ่งบอกถึงความเชื่อว่า หากครอบครองช้างตระกูลใด จะส่งผลในทางใดให้กับผู้ครอบครองอีกด้วย ซึ่งกำเนิดของช้างนี้ มีตำนานกล่าวขานกันว่า เมื่อพระนารายณ์เสด็จลงมายังพิภพแล้วได้เนรมิตดอกบัวให้เป็นโลก และได้แบ่งกลีบดอกบัวเป็น ๔ ส่วน นำไปถวายพระพรหม พระอิศวร พระวิษณุ และพระอัคนี และมหาเทพทั้ง ๔ ได้เนรมิตกลีบบัวทั้ง ๔ ให้เป็นช้าง ๔ ตระกูล ได้แก่

ตระกูลพรหมพงศ์
พระพรหมเป็นผู้สร้าง หากมีช้างในตระกูลนี้มาสู่พระบารมี เชื่อว่าจะให้ความเจริญทั้งทางวัตถุและวิทยาการต่างๆ แก่เจ้าของ
ลักษณะเด่นของช้างตระกูลนี้ คือมีเนื้อหนังอ่อนนุ่ม มีหน้าใหญ่ ท้ายต่ำ ขนอ่อนละเอียด เส้นเรียบ โขมดสูง คิ้วสูง น้ำเต้าแฝด มีกระเต็มตัว ขนที่หลังหู ปาก และขอบตามีสีขาว อกใหญ่ งามีสีเหลือง เรียวรัดงดงาม
ตระกูลอิศวรพงศ์
พระอิศวรเป็นผู้สร้าง เมื่อมีช้างตระกูลนี้มาสู่พระบารมี จะทำให้บ้านเมืองมีความเจริญด้วยทรัพย์และอำนาจ
ลักษณะเด่นของช้างตระกูลนี้ มีผิวกายดำสนิท งาอวบ งอน เสมอกันทั้งสองข้าง เท้าใหญ่ น้ำเต้ากลม คอย่นเมื่อเยื้องย่าง อกใหญ่ หน้าเชิด
ตระกูลวิษณุพงศ์
พระวิษณุเป็นผู้สร้าง เมื่อมีช้างตระกูลนี้มาสู่พระบารมีย่อมมีชัยชนะต่อศัตรู ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ผลาหาร ธัญญาหารจะบริบูรณ์
ลักษณะเด่นช้างตระกูลนี้ มีผิวหนา ขนหนา เกรียน สีทองแดง อก คอ และคางใหญ่ หางและงวงยาว หน้าใหญ่ นัยน์ตาขุ่น และหลังราบ
ตระกูลอัคนิพงศ์
พระอัคนีเป็นผู้สร้าง ช้างตระกูลนี้เมื่อมาสู่พระบารมี บ้านเมืองจะเจริญด้วยมังสาหาร มีผลในทางระงับศึกอันพึงจะเกิดหรือเกิดขึ้นแล้ว และมีผลในทางระงับความอุบาทว์ทั้งปวงอันเกิดแก่บ้านเมืองและราชบัลลังก์
ลักษณะเด่นของช้างตระกูลนี้คือมีท่วงทีงดงาม เวลาเดินจะเชิดงวง อกใหญ่ ปลายงาทั้งสองจะโค้งพอจรดกัน มีสีเหลือง ขนสีขาวปนแดง และผิวกายมีสีใบตองตากแห้ง

พระสมเด็จวัดระฆังที่ปรากฎขนช้าง  หรือมวลสารดินพอกช้างเผือก

พระสมเด็จวัดระฆัง  พิมพ์ใหญ่







พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่  องค์ นี้พระพักตร์ผลมะตูม    พื้นที่ในซุ้มครอบแก้วต่ำกว่าพื้นที่นอกซุ้มครอบแก้ว.ความสมบูรณ์ของฐาน ชุกชีทุกชั้น  ความสมบูรณ์ของคมขวานฐานสิงห์..ความสมบูรณ์แบบหวายผ่าซึกเต็ม ๆ ของซุ้มครอบแก้ว.หลัง.ความสมบูรณ์ของพิมพ์ทรงองค์พระพระบาท  เส้นสังฆาฏิ หริอพระกรรณ..ความสมบูรณ์ของพระพักตร์..ความสมบูรณ์ของกรอบกระจก. และ เป็นแบบ 3  มิติ ฐานสิงห์คมชัด..เรียกคมขวานฐานสิงห์  โค้งตกท้องช้างตามตำรา. แขนด้านซ้ายทิ้งดิ่งลงมาที่พระเพลาหักข้อแขนตำแหน่งปรากฎจีวรเป็นเนื้อเกิน. แขนขวาโค้งสวยงาม.ฐานชุกชีชั้นล่างสุดยุบตัวเล็กน้อย.ด้านขวาทำองศาเข้ามุม. หลังกาบหมากบาง ๆ  พอมองเห็น .ซ่อนหลุมโลกพระจันทน์..รอยบ่อน้ำตา  หนอนด้น และ ปูไต่ไว้ครบถ้วน กรอบกระจกชัดเจน  เนื้อนุ่ม มากด้วยมวลสาร..ซุ้มครอบแก้วใหญ่เป็นแบบหวายผ่าซีกม้วนขอบแบบมี มิติ ด้านข้างเห็นรอยไม้ไผ่ตอกตัด สมบูรณ์มากๆ

       จุดเด่นของพระสมเด็จวัดระฆังองค์นี้ปรากฎขนช้าง  ลักษณะขนเหนา  และยาว สีขาวนวล  ยาวพาดตั้งแต่ไหล่ลงมาถึงฐานชุกชีชั้นที่ 3   ฝังในเนื้อพระแต่ยังปรากฎให้เห็นซึ่งมีเนื้อดินบดผสมในมวลสารพระ  ที่คำศัพท์เซียนเรียกดินพอกช้างเผือกนั้นเอง


 
 
Online:  64
Visits:  16,777,220
Today:  4,713
PageView/Month:  220,848