พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก
 



                                                         ความสมดุลย์เกิดความสมบูรณ์     

                                           

2013-03-16


 9pha -  ความสมดุลย์ คือทางสายกลาง  ทางสายกลางคือความสมบูรณ์  ความสมดุลย์คือความสมบูรณ์

-ความสมบูรณ์ ,ทางสายกลาง  หรือความสมดุลย์

รวยตรงข้ามกับจน

มีตรงข้ามกับหมด

ดำตรงข้ามกับขาว

ร้อนตรงข้ามกับเย็น

เป็นตรงข้ามกับตาย

ขวาตรงข้ามกับซ้าย

สั้นตรงข้ามกับยาว

ในตรงข้ามกับนอก

น้อยตรงข้ามกับมาก

เล็กตรงข้ามกับใหญ่

ใหม่ตรงข้ามกับเก่า

โย่งตรงข้ามกับเตี้ย

สุกตรงข้ามกับดิบ

อดอยากตรงข้างกับอิ่ม

ผอมตรงข้ามกับอ้วน

แล้วในทางปรัชญา...ความสมบูรณ์พูนสูขตรงข้ามกับอะไร......บางคนก็บอกว่าอด...อยาก...ผอม...

**ความสมบูรณ์พูนสุข...ใครจะรู้ว่ามีความหมายอยู่กับความสมดุลย์  หรือสายกลาง..อย่ามากไป หรือน้อยไปอย่าเอาไปปนกับ..อยู่อย่างพอเพียง..ของในหลวงนะจร้า..คนละความหมายจร้า

ความสมบูรณ์พูนสุข..กับความเป็นจริง..เกิดความสมบูรณ์กับมนุษย์ได้ทุกเพศ...ทุกวัย..ถ้ารู้จักความสมบูรณ์

ความสมบูรณ์...เกิดจากการกินหรือรักษำระบบการกิน เช่นกระเพาะ  ,ฟัน,ลิ้น  เพื่อการกินให้ครบถ้วนไม่ใช่กินจนกะเพาะแตก

ความสมบูรณ์...เกิดจากอิ่มใจที่ได้ให้ หรือทำบุญแล้วอิ่มอกอิ่มใจ

ความสมบูรณ์เกิดจากการฟัง หรือทำระบบการฟังให้ครบถ้วน..ไม่ต้องถึงขนานได้ยินมดคุยกันก็มากไป

ความสมบูรณ์เกิดจากความสูขในการนอน..ในระยะเวลา 5-8  ชั่วโมง..ไม่ใช่นอนไม่ตื่นก็มากไป

ความสมบูรณ์เกิดจากความสูขในการดมจากจมูกที่สุขภาพสมบูรณ์..ไม่ต้องได้กลิ่นไวเหมือนเสือ หรือแมวก็มากไป

ความสมบูรณ์เกิดจากความสูขในการมองจากดวงตาที่มองได้ชัดเจน..ไม่ต้องไกลเป็นกิโลก็มากไป

****รถบ้านเราเก่า....เมื่อไร...เมื่อข้างบ้านออกรถป้ายแดง....รถบ้านเราซื้อมาเมื่อเดือนที่แล้วเก่าขึ้นมาทันที..นี่แหละความอิจฉาริษยาของมวลมนุษย์

-มีเงิน เหรียญ 25 สตางค์  50  สตางค์  1   บาท (เดี๋ยวนี้มีเหรียญ 2  บาทด้วย) 5 บาท  10  บาท  20  บาท 50  บาท  100  บาท  500  บาท  1,000  บาท  ชนิดละ  1  เหรียญ  หรือ 1  ใบ  ทุกวัน  คือความสมบูรณ์คือชนิดเหรียญกษาปณ์  และธนบัตรที่ผลิตครบถ้วน    (ไม่มีเงินมากก็เกิดความสมบูรณ์ได้ ....ไม่มีเงินก็ทุกข์..ไม่สมบูรณ์) 

-มีอาหาร , มีน้ำ , มีนม ในตู้เย็นเพียงพอในการกินทุกวัน  คือความสมบูรณ์...(ไม่ต้องใช้เงินมากก็เกิดความสมบูรณ์ได้..ไม่มีอาหารหิวโหย,อดอยาก ...ก็ไม่สมบูรณ์,ไม่สมดุลย์  (อาหารความหมายรวมถึงน้ำ , ผลไม้,นมหรืออาหารอื่น ๆ ไม่มีกินก็ทุกข์..มีมากก็เน่าเสีย )

- แสง,สี,เสียง ,  ในบ้าน  ..ความเย็นจากพัดลมลดความร้อนในบ้านได้ .เปิดแอร์ให้สมดุลย์เย็นมากก็เกินสมดุลย์..  บ้านก็ต้องการความสมดุลย์  ท่านเข้าบ้านเปิดวิทยุ(เสียง)  ถ้าอยู่มากคน..เสียงคนในบ้านดังมากแล้ว..ก็ปิดวิทยุ หรือ  TV ซะ..สามีภริยาอยู่กันพูดจาเสียงดังได้แต่เมื่อรู้แล้วก็เงียบเสียงสักหนึ่งคน  หากไม่เบาเสียงลง  กลายเป็นทะเลาะกันก็มากไป   ,เปิดไฟ(แสง).เปิดแสงไฟให้สว่าง ไม่ต้องถึงขนาดปั๊ม jet   ก็มากไป  เดี๋ยวรวยมากเกิน  ,ทาสีบ้านให้สดใส(สี)นะจร้า  สีแสบตาก็มากไป   เมื่อเกิดความสมดุลย์ ..ความสมบูรณ์จะตามมา  ..ลองทำดูนะจร้า  

-กิจกรรมใดที่เคยทำ,กีฬาที่เล่นประจำ.,สถานที่เคยทำบุญ(เช่นทำบุญโลงศพ). หรือถวายดอกไม้,น้ำพระ.,ให้ทานเงินเด็ก,.ถวายดอกไม้ และผลไม้แก่พระภูมิเจ้าที่เจ้าทาง...ให้ทำประจำเหมือนเดิม..คือสมบูรณ์..แปลี่ยนแปลงจะไม่สมดุลย์..มีมากให้มาก..มีน้อยให้น้อย.และพยายามทำให้มากขึ้น..เมื่อมีเงินมากขึ้น..เพื่อความสมดุลย์..จะได้รับความสมบูรณ์

        เมื่อท่านทำให้เกิดความสมบูรณ์..เริ่มต้นที่อาหารที่กิน...บ้านที่อยู่..กิจกรรมที่ทำ..เมื่อนั้นท่านจะแปลกใจ..ทำไมมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน..ผ่อนบ้าน...ค่าเช่ารถ..ผ่อนรถ...ค่าเลี้ยงดูลูก...ค่าเล่าเรียนลูก..ค่ากิจกรรม..อื่น ๆ   มีเงินใช้ไม่ขาดมือ.รวมถึงที่ไม่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเช่น..ไม่เจ็บป่วย..ปัญหาชีวิตเริ่มน้อยลง  และหมดไป...นี่แหละที่เรียกว่า..ความสมดุลย์  หรือ..ความสมบูรณ์.

***  ไม่ต้องมีเงินเป็นล้าน  ไม่ต้องเป็นเจ้าของนาข้าว  สวนผลไม้   ไม่ต้องเป็นเจ้าของโรงผลิตหรือกลั่นน้ำ   หรือโรงเลี้ยงวัวนม ..ก็มีสมบูรณ์ได้  บางคนพูดว่า  ไม่ได้เป็นคนมีเงินเป็นร้อยล้าน ... แต่เป็นคนที่มีเงินใช้ทุกวัน   นั้นคือคนที่รู้จักความหมายของคำว่า "ความสมบูรณ์ "

-เมื่อ ทางสายกลาง  หรือความสมดุลย์  สร้างความสมบูรณ์

    จัดระเบียบชีวิต  ,ระเบียบบ้าน  แบบทางสายกลาง  หรือความสมดุลย์ ..ให้ได้ทุกวัน..ความสมบูรณ์พูนสุขด้านเงิน ,ทอง, อาหารของท่าน ก็จะตามมาจร้า..อย่าลืม...อย่าขาด..เพิ่มเติมให้เต็ม..เมื่อท่านมีเงิน..ไม่จัดความสมดุลย์...เวลาผ่านไปเงินหมดก็จะขาดความสมบูรณ์นะจร้า...พูดง่ายทำยาก..ถ้าเตือนสติเสมอจะไม่ลืม..คนส่วนใหญ่เงินมาแล้วลืมสร้างความสมดุลย์..จะคิดสร้าง..เอ..เงินหมดซะแล้ว..(ตั้งงบประมาณเรื่องความสมดุลย์ไว้เลยจร้า..จะได้ไม่ลืม).

มัชฌิมาปฏิปทาการเดินสายกลาง

"มัชฌิมาปฏิปทา" แปลว่า ทางสายกลาง หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุนิพพานไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ซึ่งประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ

นิพพาน หรือ นิโรธ เป็นความสุขที่คนในสังคมอินเดียโบราณต่างมุ่งแสวงหา เพราะถือว่าเป็นความสุข สงบที่เป็นอมตะ ไม่ผันแปร ในการแสวงหานั้น มีหลักความเชื่ออยู่ ๒ อย่าง คือความเชื่อที่ว่า การจะบรรลุถึงนิพพานได้นั้น มีได้ด้วยการทรมานตนเองให้ลำบาก กับความเชื่อที่ว่าการจะบรรลุถึงนิพพานนั้น มีได้ด้วยการทำตนเองให้พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสุขต่างๆ

เมื่อเกิดความเชื่อเช่นนั้น จึงทำให้เกิดการปฏิบัติต่างๆ ติดตามมา ผู้ที่เชื่อว่าการบรรลุนิพพาน มีได้ด้วยการทรมานตนเองให้ลำบาก ก็ได้ทรมานตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ อดอาหารจนร่างกายซูบผอม นอนบนหนาม เอาขี้เถ้าทาตัว และไม่อาบน้ำ ส่วนผู้ที่เชื่อว่า การบรรลุนิพพาน มีได้ด้วยการทำตนเองให้พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสุขต่าง ๆ ก็ได้แสวงหาสะสม และหมกมุ่นอยู่กับการเสพสุข แล้วในที่สุดผู้ที่มีความเชื่อ ๒ อย่างนั้น ก็ไม่ได้บรรลุนิพพานอย่างที่หวังไว้ เพราะฝ่ายแรกตึงเกินไป และฝ่ายหลังหย่อนเกินไป เพราะเริ่มต้นมาจากการปฏิบัติผิดนั่นเอง

พระพุทธเจ้า ก่อนตรัสรู้ทรงปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินี้มาแล้ว ครั้นทรงเห็นว่าไม่ใช่ทาง หรือข้อปฏิบัติให้ได้บรรลุนิพพาน จึงทรงแสวงหาทางสายใหม่ ในที่สุดก็ทรงพบอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ
อริยมรรค มีองค์ ๘

"อริยมรรค" แปลว่า หนทางที่ประเสริฐ (อริยะ =ประเสริฐ มรรค = หนทาง) หนทางที่ประเสริฐ ตามความหมายในพระพุทธศาสนา หมายถึง หนทางที่ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๘ อย่าง หากเปรียบเหมือนถนนหนึ่งเส้น ก็จะมี ๘ เลนในเส้นทางเดียว

* ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ

* ๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ

* ๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ

* ๔. สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ

* ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ

* ๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ

* ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ

* ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ


องค์ประกอบทั้ง ๘ นี้ มิใช่ทาง ๘ ทาง หรือ หลักการทำต้องยกขึ้นมาปฏิบัติให้เสร็จส้นไปทีละข้อตามลำดับ แต่ เป็นส่วนประกอบ ของทางสายเดียวกัน ต้องอาศัยกันและกัน เหมือนเกลียวเชือก ๘ เกลียว ที่รวมกันเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน และต้องปฏิบัติเคียงข้างกันไปโดยตลอด

ทางสายกลางที่ว่านั้น เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วคิดหาทางไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ ซึ่งก็พบว่าต้องเริ่มต้นด้วยการทำจิตให้สงบไม่เอนเอียงไปทางข้างตึงหรือข้าง หย่อน โดยอาศัยการฝึกสติเป็นตัวนำ พร้อมทั้งเพียรระวังไม่ให้ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เพียรละให้ได้ในขณะเดียวกัน ก็เพียรให้เกิดความคิดที่ดีและเพียรรักษาความคิดที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คง อยู่ และพบต่อไปว่าจิตสงบแล้วพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งทางกายและวาจาก็สงบด้วย เมื่อสงบครบทั้งกาย วาจา และใจแล้ว ก็ได้บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุด คือ นิพพาน

ในวิถีชีวิตของปุถุชนนั้น ย่อมมีความเสร็จเป็นเป้าหมายของชีวิต ความสำเร็จได้ ย่อมแตกต่างกันไปตามความปรารถนาของแต่ละคน บางคนปรารถนาความร่ำรวยเป็นความสำเร็จ บางคนปรารถนาความมีชื่อเสียงเป็นความสำเร็จ

ความร่ำรวยและความมีชื่อเสียงมีองค์ประกอบให้ถึงความ สำเร็จได้ ๒ ส่วน ส่วนแรกเกิดจากผู้ปรารถนาเอง และส่วนที่ ๒ เกิดจากสิ่งแวดล้อมสนับสนุน อันอาจได้แก่ บุคคล กาลเทศะ ผู้ปรารถนาต้องทำให้เกิดความพอดีระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อมสนับสนุน

ความพอดีส่วนตนนั้นก็เริ่มจากทำความเข้าใจความสำเร็จให้ ชัดเจนว่า คืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน แล้วคิดหาทางไปสู่ความสำเร็จนั้นได้อย่างไร เมื่อพบทางแล้ว ก็ประคับประคองความคิดนั้นให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในลักษณะไม่เคร่งเครียดจน กร้าว และปล่อยเฉยจนเฉื่อยชา ในขณะเดียวกันก็ประคับประคองการแสดงออกทั้งทางกายและวาจา ให้สอดคล้องกับความคิด จนเข้าได้กับบุคคลกาลเทศะ อย่างไม่เสียหลักธรรม

ความพอดีดังกล่าวมานี้ เรียกได้ว่า "ทางสายกลาง"ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติส่วนตน ส่วนที่เกี่ยวกับส่วนรวมก็มีทางนำมาประยุกต์ใช้ได้ คืองานของหมู่คณะ จะสำเร็จได้ก็ด้วยอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดถือทางสายกลาง ก็ย่อมทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดี แม้จะไม่ราบรื่นและไม่เรียบร้อยในตอนแรก แต่ด้วยอาศัยการทำงานแบบทางสายกลาง ก็จะทำให้เกิดความคิด การกระทำและคำพูดที่พอดีต่อกัน ในกลุ่มผู้ร่วมงาน ซึ่งในที่สุดก็ยอมรับกันได้ ไม่เกิดการแบ่งฝ่ายซึ่งทำให้เกิดอุปสรรค

            สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ดำริชอบ หรือความนึกคิดในทางที่ถูกต้อง เป็นหนึ่งในมรรค 8 หรือ มรรคมีองค์แปด
สัมมาสังกัปปะ มี 3 อย่าง ได้แก่

  1. เนกขัมมสังกัปป์ (หรือ เนกขัมมวิตก) คือ ความดำริที่ปลอดจากโลภะ ความนึกคิดที่ปลอดโปร่งจากกาม ไม่หมกมุ่นพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยากต่างๆ ความคิดที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว ความคิดเสียสละ และความคิดที่เป็นคุณเป็นกุศลทุกอย่าง จัดเป็นความนึกคิดที่ปราศจากราคะหรือโลภะ
  2. อพยาบาทสังกัปป์ (หรือ อพยาบาทวิตก) คือ ดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริที่ไม่มีความเคียดแค้น ชิงชัง ขัดเคือง หรือเพ่งมองในแง่ร้ายต่างๆ โดยเฉพาะมุ่งเอาธรรมที่ตรงข้าม คือเมตตา กรุณาซึ่งหมายถึงความปรารถนาดี ความมีไมตรี ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข จัดเป็นความนึกคิดที่ปราศจากโทสะ
  3. อวิหิงสาสังกัปป์ (หรือ อวิหิงสาวิตก) คือ ดำริในอันไม่เบียดเบียน ไม่มีการคิดทำร้ายหรือทำลายด้วยความไม่รู้ เพราะคึกคะนอง ทำโดยไม่มีความโลภหรือความโกรธมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมุ่งเอาธรรมที่ตรงข้าม ปัญญาคือเข้าใจโลกนี้ตามความเป็นจริง รู้ชัดในกฎแห่งกรรม หรือมีสามัญสำนึกในสิ่งที่ถูกต้องดีงามเอง จัดเป็นความนึกคิดที่ปราศจากโมหะ

กุศลวิตก 3 ประการนี้ ไม่กระทำความมืดมน กระทำปัญญาจักษุ กระทำญาณ ยังปัญญาให้เจริญ ไม่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสัมมาสังกัปปะ

สัมมาสังกัปปะตรงกันข้ามกับมิจฉาสังกัปปะ (ความดำริผิด) ซึ่งมี ๓ อย่างคือ

  1. กามสังกัปป์ (หรือ กามวิตก)
  2. พยาบาทสังกัปป์์ (หรือ พยาบาทวิตก)
  3. วิหิงสาสังกัปป์์ (หรือ วิหิงสาวิตก)

ความดำริหรือแนวความคิดแบบมิจฉาสังกัปปะนี้ เป็นเรื่องปรกติของคนส่วนมาก เพราะตามธรรมดานั้น เมื่อปุถุชนรับรู้อารมณ์ ก็จะเกิดความรู้สึกหนึ่งในสองอย่าง คือ ถูกใจซึ่งก็จะชอบ ติดใจ หรือไม่ถูกใจก็จะไม่ชอบ มีขัดเคืองตามมา จากนั้นความดำรินึกคิดต่างๆ ก็จะดำเนินไปตามแรงผลักดันของความชอบและไม่ชอบนั้น
ความดำริหรือความนึกคิดที่เอนเอียงเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะ มองสิ่งต่างๆอย่างผิวเผิน รับรู้อารมณ์เข้ามาทั้งดุ้น โดยขาดสติสัมปชัญญะ แล้วปล่อยความนึกคิดให้แล่นไปตามความรู้สึก หรือตามเหตุผลที่มีความชอบใจไม่ชอบใจเป็นตัวนำ ไม่ได้ใช้ความคิดแยกแยะส่วนประกอบ และความคิดสืบสาวสอบค้นเหตุปัจจัย ตามหลักโยนิโสมนสิการ

มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจผิดพลาด ไม่มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จึงทำให้เกิดมิจฉาสังกัปปะ คือ ดำริ นึกคิด และมีทัศนคติต่อสิ่งทั้งหลายผิดพลาดบิดเบือน และมิจฉาสังกัปปะนี้ ก็ส่งผลสะท้อนให้เกิดมิจฉาทิฐิ จนเข้าใจและมองเห็นสิ่งทั้งหลาย อย่างผิดพลาดและบิดเบือนยิ่งขึ้นไปอีก

สัมมาทิฏฐิ กับ สัมมาสังกัปปะ

การที่จะมองเห็นสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง ตามที่มันเป็นได้นั้น จะต้องใช้โยนิโสมนสิการ คือ ขณะนั้นความนึกคิดดำริต่างๆ จะต้องปลอดโปร่ง มีอิสระ ไม่มีทั้งความชอบใจ ความยึดติด พัวพัน และความไม่ชอบใจ เป็นปฏิปักษ์ต่างๆด้วย นั่นคือ จะต้องมีสัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ ซึ่งองค์ประกอบทั้งสองอย่างนี้ ส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน

สัมมาสังกัปปะ ๒ อย่าง

  • สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ คือ ความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน
  • สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค คือ ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่

           ในสัจจะ ความจริง ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งสภาพธรรมที่มีจริง แต่ละอย่าง

ก็มีสภาพธรรมที่เป็นปฏิปักษ์   ตรงกันข้ามกันเสมอ เช่น กุศลธรรม กับ อกุศลธรรม หรือ

ความดี กับ ความชั่ว  ความเกิด และ ความไม่เกิด ความแก่ กับ ความไม่แก่ ความตาย

และความไม่ตาย ความเย็น กับ ความร้อน มีกิเลส กับ ไม่มีกิเลส สุข และทุกข์ เป็นต้น

ที่กล่าวมา    แสดงถึงความเป็นธรรมดาของสภาพธรรมที่ย่อมมีสภาวะธรรมที่ตรงกันข้าม

เสมอ แต่ประโยชน์จริงๆ ของการศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้า   มิใช่เป็นการหาคำตอบว่า

มีสิ่งใดตรงกันข้าม แต่เข้าใจ สิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ความเป็นปฏิปักษ์ ตรงกันข้ามของสภาพ

ธรรมแต่ละอย่าง และย้อนกลับมาพิจารณาตนเองด้วยปัญญา    ว่าเรามีสภาพธรรมอะไร

แบบไหน ที่เป็นสิ่งดี และ ไม่ดีที่ตรงกันข้ามกันหรือไม่

   ผู้มีปัญญาจึงพิจารณา สภาพธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ตรงกันข้ามด้วยปัญญาว่า เมื่อยังเป็นผู้

มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาที่นำมาซึ่งความทุกข์ ก็พิจารณาต่อไปว่า สิ่งที่ตรง

กันข้ามกัน ก็ต้องมี   ความไม่เกิดก็ต้องมีอยู่ ความไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายก็ต้องมีอยู่ อัน

เป็นความสุขจริงๆ ควรที่เราจะแสวงหา ความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย และความสุข

ไม่ควรเป็นผู้ประมาท นี่คือ ประโยชน์ที่จะได้จากการพิจารณา   ความเป็นตรงกันข้ามกัน

ของธรรม เพื่อที่จะเห็นโทษของการเกิด    และแสวงหาหนทางในการพ้นจากทุกข์ ด้วย

การศึกษา พระธรรม อบรมปัญญา และพิจาณาว่า เราเป็นผู้มีกิเลส ความไม่มีกิเลสก็ต้อง

มีอยู่ ควรเป็นผู้เห็นโทษของกิเลส และแสวงหาทาง ที่ไม่มีกิเลส คือ ละกิเลสได้หมด ก็

จะเป็นผู้ปรารภความเพียร ในการทำความดี เจริญกุศลทุกประการ  เพราะรู้ว่า ธรรมที่เป็น

ปฏิปักษ์ต่อกิเลส คือ ปัญญา  อันเป็นธรรมฝ่ายดี จึงอบรมธรรมที่ตรงกันข้ามกับกิเลส คือ

อบรมปัญญา ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมากขึ้นครับ นี่คือ ประโยชน์ของการเข้า

ใจ ความเป็นตรงกันข้ามของสภาพธรรมแต่ละอย่าง   อันจะนำมาซึ่งการเจริญกุศล มาก

ขึ้น เจริญธรรมที่เป็นข้าศึก ปฏิปักษ์ ต่อ อกุศล


 
 
Online:  68
Visits:  16,777,220
Today:  3,310
PageView/Month:  216,950