พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก
 

                                       วิัวัฒนาการพระสมเด็จปูนปั้น(พิมพ์นิยม)

2010-02-24 -ยุคสมัยย่่อมเปลี่ยนไป..

พระสมเด็จวัดระฆัง..สร้างพระสมเด็จ..มานานตั้งแต่ขรัวโต(เจ้าอาวาส..วัดระฆัง)จำความได้. ถึง.พ.ศ.2395  ได้ตำแหน่งพระเทพกวี พบหลวงวิจารย์ทำแบบพิมพ์ถวาย..นักนิยมพระเครื่อง..เรียกพิมพ์นิยม..ๆ มาจนกระทั่ง รุ่นสุดท้าย  พ.ศ. 2415 (สมเด็จโต..สิ้น)   

บทกลอนซักบท....

.......เริ่มริ..บาง..รี..เรียว..เล็ก..เรียกเริ่มต้น( พ.ศ.2406..วัดเกศไชโย และวัดระฆังพิมพ์บาง)

วิวัฒน์เรียว..เล็ก..บาง..ลึกกว่า..เรียกเร่งรีบ(เร่งสร้าง พ.ศ.2411..ร.5 ครองราชย์)

ต่อมา..หนา ทึบ..ลึก..คม เรียก.พัฒนา (พัฒนาพิมพ์พระ 2411- พ.ศ.2414)

สุดท้ายกรอบสำเร็จ 3 ชิ้นคมชัดสวยงาม.(พ.ศ.2415 สมเด็จโตสิ้น)...www.9pha.com.

-------------------------------------------------------------------------

สมเด็จพระธาตุพนม  (พ.ศ.2395-  พ.ศ.2408 )

            พ.ศ.2395 รัชกาลที่ 4  ทรงโปรดให้ สมเด็จพุฒาจารย์โต,เจ้าคุณธรรมทานาจารย์(เจ้าคุณแนบ),เจ้าคุณธรรมถาวร(เจ้า คุณช่วง),และปลัดไฮ้เข้าตรวจสอบพระธาตุพนม ตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้ จึงให้บูรณะใหม่ทั้งองค์และให้จัดสร้างพระสมเด็จส่วนผสมคือ ปูนจากเจดีย์เก่า พลอยดิบได้รับการถวายจากเขมร และพม่า ทองคำ ลูกปัดทราวดี พระบรมสารีริกธาตุจำนวน 84,000 องค์บรรจุในองค์พระธาตุพนม ส่วนยอดพระธาตุพนมทำด้วยทองคำน้ำหนักถึง 110 กิโล  ให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2408

      ฉะนั้น เนื้อหรือมวลสารของพระเครื่อง พระบูชากรุพระธาตุพนม จึงประกอบด้วยมวลสารต่างๆมากมาย ดังนี้
 
     1. ปูน ทรายเก่าที่ร่วงมาจากองค์พระธาตุพนมรวมทั้งที่ปรักหักพังลงมากองอยู่รอบๆ องค์พระธาตุพนมถูกนำมาบดละเอียด ถือได้ว่าเป็นผงศักดิ์สิทธิ์ เป็นผงสำคัญ ในการสร้างพระเครื่อง พระบูชา กรุพระธาตุพนม
      2.พลอยดิบ หรือ อัญมณี สีเขียว สีแดง สีเหลือง สีฟ้า ถูกนำมาบดเป็นส่วนผสม
      3.แร่ทองคำ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังสี ให้ตะไบออกเป็นผง เรียกผงตะไบทอง ผสมลงไปด้วย
      4.ลูกปัดทวาราวดีสีต่างๆ ที่พระเถรานุเถระผู้ใหญ่จากลาว จะถูกนำมาผสมกับมวลสารอื่นๆด้วย
      5.พระบรมสารีริกธาตุ ที่พระเถรานุเถระผู้ใหญ่จากลาวและศิษยานุศิษย์ของท่านเจ้าพระคุณนำมาถวาย ก็ได้รับการนำลงไปผสมกับมวลสารอื่นๆเช่นกัน
      6.ผงวิเศษต่างๆ อาทิ ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ ของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังสีที่ได้เก็บสะสมไว้ได้นำมา รวม ผสมลงในการสร้างพระเครื่อง พระบูชา จำนวน 84,000 องค์ เพื่อนำบรรจุลงในองค์พระธาตุพนม และเนื่องจากเวลามีจำกัด ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4 ได้กำหนดให้การก่อสร้างองค์พระธาตุพนมให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2408 การพิมพ์ พระเครื่อง พระบูชาจำนวน 84,000 องค์ จึงต้องช่วยกันพิมพ์ทั้งที่วัดระฆัง และที่วัดพระธาตุพนม ส่วนผสมในการสร้างพระนั้นเหมือนกันทั้งสองวัดจะแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตรงที่ ใครจะนำส่วนผสมอะไรใส่ลงในครกแต่ละครั้งมากกว่ากันเท่านั้น ส่วนพระที่สร้างที่วัดระฆังนั้น ท่านเจ้าพระคุณธรรมทานาจารย์(เจ้าคุณแนบ) ท่านได้ลงรักปิดทองไว้ด้วย
 
     สำหรับการนำพระเครื่อง พระบูชา บรรจุลงในองค์พระเจดีย์นั้น เมื่อได้ทำการสร้างพระเจดีย์องค์พระธาตุพนมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้จัดให้มีการสมโภช เฉลิมฉลององค์พระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน และได้นำพระเครื่อง พระบูชา ทั้งหมด 84,000 องค์ บรรจุลงในพระธาตุพนม ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปี พ.ศ. 2408 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4 ได้เสร็จเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารในพระองค์ และพระเถรานุเถระ ผู้ใหญ่ พระราชาคณะทั้งในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ได้ร่วมกันทำการถวายพระเครื่อง พระบูชาที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ได้สร้างขึ้นจำนวน 84,000 องค์ เป็นพุทธบูชาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้นด้วย
      พระพุทธคุณของสมเด็จกรุพระธาตุพนมนั้น ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี บอกว่า พระสมเด็จกรุพระธาตุพนม มีพุทธคุณสูงมาก เนื่องจาก ส่วนผสมของมวลสารต่างๆ ที่นำมาเป็นส่วนผสม เช่น ปูน ทรายเก่า จากองค์พระธาตุพนม พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น และการสร้างพระเครื่อง พระบูชา จำนวน 84,000 องค์ ในครั้งนี้ ท่านเจ้าพระคุณฯ ได้ตั้งจิตอธิษฐานเป็นกรณีพิเศษ เพื่อถวายเป็นพุทธบุชาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระบรมครูของท่าน ผู้หนึ่งผู้ใดมีไว้ครอบครอง หรือนำขึ้นบูชาเป็นพระประจำตัวแล้ว จะเป็นผู้มีบุญวาสนาสูงส่ง เป็นสิริมง
คลต่อชีวิต


(pd14) 2009419_47050.jpg (pd14) 2009419_47136.jpg  (pd14) 2009419_47211.jpg (pd14) 2009419_47273.jpg

(pd14) 2009419_47484.jpg   (pd14) 2009419_47544.jpg  (pd14) 2009419_47632.jpg   (pd14) 2009419_47709.jpg


พระสมเด็จวัดระฆัง  พ.ศ. 2395-พ.ศ.2408

จากบทบันทึกที่ว่า  ....

                สมเด็จวังหลัง กรมหมื่นอดุลย์ลักษณสมบัติ์ สมัยรัชกาลที่4 ทรงให้เจ้ากรมช่างสิบหมู่ หลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง จิตรปฏิมากร) แกะ พิมพ์ลักษณะสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ถวายสมเด็จโต เป็นพิมพ์ทรงชลูด ทรงต้อลังกา ทรงกรวย ทรงโย้เกศเอียง  "พิมพ์จะลึกกว่ายุคต้น องค์พระเส้นซุ้มเล็กโปร่งบาง " เน้นความเรียบร้อย ความอ่อนช้อยสวยงามเป็นหลัก เส้นซุ้มจะเรียบมีขนาดกลาง มักจะทารงค์ - ลงรัก - ชาด - ทอง - เทือก เพื่อรักษาเนื้อพระไม่ให้แตกหัก ปัจจุบันรักชาด ทองเทือก จะร่อนหลุดแล้ว เหลือเป็นบางจุด ทำให้พื้นผิวพระจะแตกเป็นลายงาหรือลายสังคโลก มวลสารละเอียดเพราะใช้เครื่องบดยามา บดผงพระ มีพิมพ์ที่งดงามอยู่หลายพิมพ์เช่น พิมพ์เกศทะลุซุ้ม พิมพ์ทรงเทวดา พิมพ์ทรงเจดีย์ ไม่มีฐานปิดพิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ซุ้มระฆัง เป็นต้น
บทความคำว่า"พิมพ์จะลึกกว่ายุคต้น องค์พระเส้นซุ้มเล็กโปร่งบาง "ปรากฎหลักฐานพระลักษณะดังกล่าวให้ศึกษา..

(105) 201083_36351.jpg (105) 201083_36361.jpg (105) 201083_36382.jpg (105) 201083_36393.jpg
(105) 201083_36408.jpg (105) 201083_36417.jpg (105) 201083_36435.jpg

 องค์ประกอบ,เอกลักษณ์การสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง..
- มวลสารมาก,สารเคลือบผิวที่ปรากฎ,กรอบกระจก,ตัดตอกไม้ไผ่ชัดเจน,หลังปาดกระดาน

วิวัฒนาการต่อมา....
เรียกซุ้มเส้นขนมจีน..ทรงต้อลังกา และโย้เกศเอียง

(20m) 201026_34904.jpg (sand) 200995_35369.jpg (111m) 201041_26610.jpg (111m) 201041_26627.jpg

 องค์ประกอบ,เอกลักษณ์การสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง..
- มวลสารมาก,สารเคลือบผิวที่ปรากฎ,กรอบกระจก,ตัดตอกไม้ไผ่ชัดเจน,หลังเรียบ และปาดกระดาน

   สมเด็จวัดเกศไชโย ( พ.ศ.2406-2407)

         พ.ศ.2406-2407 สม เด็จพุฒาจารย์(โต)จึงสร้างพระพุทธรูปใหญ่ใหม่ และบรรจุพระสมเด็จจำนวน 84,000 องค์แแต่เนื่องจากการจัดสร้างจากเนื้องผงพระแตกร้าวซึ่งจัดสร้างจากผง พุทธคุณ  5 ชนิด และผงเกษรดอกไม้,ปูนขาว และข้าวสุก จึงเพิ่มส่วนผสม กล้วยหอมจันทน์ ,กล้วยน้ำว้า และเปลือกกล้วย เนื้อพระจึงออกมาเป็นสีเหลืองนวล และยังแตกร้าวแต่น้อยลงหลวงวิจารเจียรนัย(เฮง) ช่างหลวงในรัชกาลที่  4 จึงถวายคำแนะนำให้ผสมสูตรน้ำมันตังอิ้วทำให้เนื้อพระไม่แตกจึงจัดสร้างตาม จำนวนแต่เนื่องจากมวลสารไม่พอจึงบรรจุสมเด็จวัดระฆังลงไปด้วย

****...เกิดปัญญา..ทันที..ฉะนั้นพระสมเด็จวัดระฆัง...ที่สร้างก่อน ปี พ.ศ. 2406 จะไม่ปรากฎคราบน้ำมันตังอิ้ว...จร้า..

         ระ สมเด็จกรุนี้  ออกจะปรากฎพิมพ์ค่อนข้างแปลกพิสดาร..จะปรากฎเอกลักษณ์ให้เห็น..เส้นนูนเล็ก ๆ และอกร่อง..เป็นการแสดงออกทางศิลปะ และอารมณ์อย่างลึกซึ้ง..หมายถึงพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยา..เป็นการ เตือนใจให้ทุกคนมีความเพียร..มานะบากบั่น..มุ่งมั่น..เพื่อประสพความ สำเร็จ..


(watkat) 200979_29807.jpg (watkat) 200979_30020.jpg (watkat) 200979_31991.jpg (watkat) 200979_32099.jpg

(110m) 2010318_30702.jpg (110m) 2010318_30724.jpg  (110m) 2010318_30626.jpg (110m) 2010318_30647.jpg

(watkat) 2009713_32950.jpg  (watkat) 2009713_33176.jpg  (watkat) 2009713_33063.jpg (watkat) 2009713_33294.jpg

สมเด็จวัดระฆังพิมพ์นิยม

 

 จากบทบันทึกที่ว่า

“ตั้งแต่ยังเป็นพระเทพกระวี จนเป็นพระพุฒาจารย์ พระยังไม่แล้ว” หลวงปู่โต ได้เลื่อนสมณศักดิ์ ขึ้นเป็น พระเทพกระวี ใน ปี พ.ศ.2397 และ ดำรงตำแหน่ง ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในปี พ.ศ. 2407 แต่เหตุการณ์ที่บันทึกข้างต้น เป็น เหตุการณ์ใน ปี พ.ศ. 2410 ซึ่งมีการทำพระพิมพ์สามชั้น จำนวน 84000 องค์ โดยมีการบันทึกได้กล่าวถึงมวลสาร ที่ใช้น้ำมันตั้งอิ้วที่กล่าวว่า “ทำพระพิมพ์ ๓ ชนิด สามชั้นนั้น ๘๔๐๐๐ องค์ ทำด้วยผงบ้าง ลานจานเผาบ้าง กระดาษว่าวเขียนยันต์เผาบ้าง ปูนบ้าง น้ำมันบ้าง” และหลวงวิจารเจียรนัย(เฮง) ท่านน่า จะช่วยออกแบบพิมพ์พระสมเด็จในช่วงเวลาเดียวกันก่อน ปี 2397  และแนะนำใช้นำ้มันตังอิ๊ว คือ ประมาณ ปี พ.ศ. 2406 และในช่วงนั้น มีเหตุการณ์ การสร้างพระนั่งโต ที่วัดเกศไชโย จังหวัดอ่างทอง ในช่วง ปี พ.ศ. 2406-2407 และ สร้างเสร็จใน ปี พ.ศ. 2410 ใช้เวลาในการสร้างถึง 3 ปี

 (115) 2010429_25465.jpg (115) 2010429_25478.jpg (115) 2010429_25762.jpg (115) 2010429_25776.jpg 

  (pd5) 200948_26916.jpg (pd5) 200948_27053.jpg (pd7) 200949_76628.jpg (pd7) 200949_76742.jpg

(pd9) 2009517_86246.jpg (pd9) 2009517_86309.jpg  (pd2) 200945_4958.jpg   (pd19) 200951_7139.jpg

(phasomdej1) 200944_85999.jpg     (pd19) 200951_8519.jpg   (ku) 201038_28307.jpg  (ku) 201038_28324.jpg

   สมเด็จบางขุนพรหม  (กรุเก่า)  สร้าง  พ. ศ. 2411-2413(นำออกจากกรุก่อนปี  พ.ศ.2485)

        พ. ศ. 2411-2413  การก่อสร้างปฎิสังขรณ์วัดใหม่เริ่มดำเนินการโดยสมเด็จพุฒาจารย์(โต)ประธาน ฝ่ายสงฆ์  เสมียนตรา (ด้วง)  ต้นตระกูลธนโกเศศ  และเครือญาติ..ฝ่ายฆาราวาส 

บูรณะ วัดบางขุนพรหมนำพระสมเด็จจำนวน 84,000 องค์ เสร็จสมบูรณ์ มีจำนวน 9 พิมพ์ พิมพ์ใหญ่, เส้นด้ายเจดีย์ ,เกศบัวตูม, ฐานแซม,สังฆาฏิ,อกครุฑ, ฐานคู่ ,และปรกโพธิ์ และปรากฎสมเด็จวัดระฆัง และสมเด็จวัดเกศไชโยปะปนอยู่ด้วย
 ได้ขอประทานผงวิเศษจากสมเด็จพุฒาจารย์(โต)  เพื่อสร้างพระสมเด็จ และให้ท่านปลุกเสกบรรจุในเจดีย์  จึงเรียกว่า "พระสมเด็จบางขุนพรหม"

         พ.ศ. 2416 เกิดอหิวาตกโรคมีผู้มีจิตศัทธา อาราธนาพระสมเด็จฝนองค์พระสวดพระคาถาชินบัญชรผสมน้ำรักษาโรคหายได้ จึงมีผู้ลักลอบตกเบ็ดพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเพื่อรักษาโรค และให่เช่าบูชา

             เปิดกรุ ทั้งหมด 3 ครั้งไม่เป็นทางการ 2 ครั้ง ปีพ.ศ.2436 และ2459 เรียก"พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า"ไม่รวมการตกเบ็ดพระโดยวิธีปั้นดินเหนียวผูกเชือกหย่อนลงไปในกรุให้พระติดดินเหนียวออกมา.


(pd15) 2009419_60747.jpg (pd15) 2009419_60835.jpg  (pd15) 2009419_61196.jpg (pd15) 2009419_61263.jpg
(pd15) 2009419_60927.jpg  (pd15) 2009419_60995.jpg   (pd15) 2009419_61064.jpg (pd15) 2009419_61122.jpg

 

 พระสมเด็จบางขุนพรหม(กรุใหม่)สร้าง พ. ศ. 2411-2413(นำออกจากกรุหลังปี พ.ศ.2485)

         พ. ศ.2485 น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร และท่วมวัดบางขุนพรหม พระที่ได้มาหลังปีนี้จึงค่อนข้างขาวซีด และเกิดคราบกรุ ตระไคร่น้ำ และคราบขาวนักนิยมพระเครื่องเรียกฟองเต้าหู้


     เมื่อวันที่ 9  ตุลาคม 2500  ทางวัดได้พบว่ามีผู้เจาะกรุเข้าไปในเจดีย์  และนับว่าเป็นการขุดเจาะกรุสำเร็จเป็นครั้งแรก

  เมื่อพยายามป้องกัน..จัดเวรยามอย่างไรไม่ได้ผล..พระครูอมรคณาจารย์(เส็ง) เจ้าอาวาสในขณะนั้นจึงนำเรื่องเข้าหาพระเถระผู้ใหญ่..และแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยท่านเจ้าคณะอำเภอพระนครเป็นประธาน  พระสงฆ์ในวัดร่วมเป็นกรรมการ...ฝ่ายฆาราวาสเชิญนายบุญทอง  เลขกุล  เป็นประธาน ..และได้เชิญ ฯพณฯท่านพลเอกประพาส  จารุเสถียร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานในการเปิดกรุ  ในวันที่ 24 พฤศจิกายน  2500  การเปิดกรุครั้งนี้เรียก "พระสมเด็จบางขุนพรหม..กรุใหม่."


(pd16) 2009421_33784.jpg (pd16) 2009421_33845.jpg (pd16) 2009421_34379.jpg (pd16) 2009421_34439.jpg

พระสมเด็จวัดระฆัง  ฝากกรุวัดบางขุนพรหม..นักนิยมพระเครื่องเรียกพระสองคลอง สร้าง พ. ศ. 2411-2413(นำออกจากกรุก่อนปี และหลัง  พ.ศ.2485)

(นำออกจากกรุก่อนน้ำท่วมใหญ่กรุเทพมหานคร ปี พ.ศ.2485)

     ที่เรียกพระสองคลองคือ พ.ศ. 2411 พระสมเด็จพุฒาจารย์(โต)วัดระฆังอยู่ฝั่งธนบุรี   ท่านเอาพระสมเด็จข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาบรรจุกรุที่วัดใหม่อมตะรส หรือวัดบางขุนพรหมประสมกันให้ครบ 84,000 องค์ เท่ากับพระธรรมขันธ์ตามความประสงค์ของสมเด็จโต

(50m) 200955_34553.jpg (50m) 200955_34632.jpg  (Root) 200958_74228.jpg (Root) 200958_74320.jpg


(นำออกจากกรุหลังน้ำท่วมใหญ่กรุเทพมหานคร ปีพ.ศ.2485)

         พ. ศ.2485 น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร และท่วมวัดบางขุนพรหม พระที่ได้มาหลังปีนี้จึงค่อนข้างขาวซีด และเกิดคราบกรุ ตระไคร่น้ำ และคราบขาวนักนิยมพระเครื่องเรียกฟองเต้าหู้

   ลักษณะเด่นของพระสองคลองคือจะปิดทองไว้ 1 แผ่นก่อนบรรจุกรุจะเกิดลักษณะ กรุทับทอง และทองทับกรุ


    กรุทับทอง เกิดจาก  ขี้กรุไหลออกมาทับทองที่ปิดไว้ลักษณะเนื้อพระทองที่ปิดเนื้อพระจะอยู่ใต้ขี้กรุ

    ทองทับกรุ เกิดจาก ขี้กรุที่เกิดขึ้นที่พระดันทองขึ้นไปอยู่บนขี้กรุกล่าวคือทองอยู่บนคราบขี้ กรุนั้นเอง   สองลักษณะดังกล่าวจึงเป็นจุดเด่นของ พระสองคลอง

      ลักษณะที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้นพร้อมกับ คราบกรุ คราบตระไคร้น้ำ  จากน้ำท่วมใหญ่ กรุงเทพ  ปี 2485 ,จึงเกิดการรอกร่อนโดยบางองค์จะเห็นเนื้อมวลสารชัดเจน จากกรรมการการขุดกรุไม่ระมัดระวังบ้าง ,การทำความสะอาดพระด้วยวิธีต่าง ๆ  หนักบ้าง เบาบ้าง.

 

(cofee1) 2009520_33232.jpg  (cofee1) 2009520_33293.jpg  (root3) 2009514_86231.jpg (root3) 2009514_84828.jpg

สมเด็จวัดระฆังเนื้อโกเด(สมเด็จวัดระฆัง ก่อนรุ่นสุดท้าย  พ.ศ. 2415)

       การ แกะพิมพ์พระชุดใหม่ของท่าน จะเพิ่มการตัดขอบพระโดยเพิ่มเส้นกรอบให้รู้ตำแหน่งการตัด เพราะพระพิมพ์ใหญ่ของท่านซุ้มครอบแก้วด้านบนจะเล็กกว่าด้านล่างจึงต้องทำ เส้นกรอบด้านซ้ายให้ลงมาตรงขอบซุ้มตรงบริเวณแนวกลางแขนซ้ายพระ ส่วนขอบพระด้านขวาเส้นกรอบจะลงมาชนเส้นซุ้มแถวฐานชั้นล่าง กรอบบนจะทำเส้นกรอบให้ชัดขึ้นมองเห็นเป็นเส้นชัดเจนให้ตัดได้ พิมพ์ที่แก้ไขแล้ว มีเวลาช่างตัดขอบพระมักจะตัดออกมา เป็นแนวสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้างซ้ายพระจะตัดตรงลงมานอกกรอบ เลยกลายเป็นเส้นกรอบสองเส้นไป ด้านขวาพระก็เช่นกันจะมีเส้นกรอบสองเส้นในบางองค์ บางองค์ก็ตัดตามเส้นกรอบก็จะมีเส้นเดียว พระที่แก้แม่พิมพ์แล้วจึงมีเส้นกรอบทางด้านซ้ายติดอยู่ นักสะสมพระในปัจจุบันนับถือเป็นตำหนิพิมพ์ที่สำคัญ ถ้าพระองค์ไหนมีเส้นกรอบชัดเจนจะถือว่าถูกพิมพ์มีราคา เลยเรียกเส้นกรอบนี้ว่า เส้นวาสนาหรือเส้นเงินเส้นทอง พระองค์ไหนไม่มีหรือตัดไม่ชัดจะกลายเป็นพระผิดพิมพ์ไป ซื้อขายเป็นพุทธพานิชไม่ได้

 (cofee4) 2009621_40855.jpg (cofee4) 2009621_40931.jpg (cofee4) 2009621_40157.jpg (cofee4) 2009621_40230.jpg  

(cofee4) 200976_37711.jpg (cofee4) 200976_37968.jpg (cofee4) 200976_38051.jpg  (cofee4) 200976_38173.jpg


สมเด็จวัดระฆัง รุ่นสุดท้าย  พ.ศ. 2415

          ในยุคท้ายๆของสมเด็จโตทางวัดจะทำบุญฉลองอายุท่านที่ย่างเข้าปีที่ 85 (พ.ศ.2415)  พระสมเด็จวัดระฆังรุ่นสุดท้ายมี การสร้างพระขึ้นมาใหม่ โดยทางหลวงวิจารย์เจียรนัยอาสาเป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย เป็นพระพิมพ์ใหญ่หลายแม่พิมพ์ ท่านได้แก้ไขข้อบกพร่องหลายๆอย่างทำเป็นแม่พิมพ์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาโดย อาศัยพุทธศิลป์พระบูชา สมัยเชียงแสน,สุโขทัย เป็นแม่แบบ

จุดเด่นของแม่พิมพ์ชุดนี้มีดังนี้
1. ไม่มีเส้นตัดกรอบเหมือนแต่ก่อน แต่จะเป็นบล็อคแม่พิมพ์สำเร็จรูปถอดออกมาได้เลย ด้านซ้าย - และขวาขององค์พระจะสมดุลย์เท่ากัน
2. องค์พระจะสง่างามผึ่งผาย อกผายไหล่ผึ่ง แขนทั้งสองข้างทิ้งดิ่งตรงมาหักศอกตรงเข่าเหมือนกันสองข้าง บางพิมพ์จะเอวหนาผายหน่อย ตามศิลปะพระบูชาเชียงแสน,สุโขทัย ผสมผสานกันได้อย่างเหมาะเจาะทีเดียว
3. เส้นซุ้มครอบแก้วจะหนาใหญ่ ทรงระฆังคว่ำ ซ้ายขวาจะสมดุลย์กัน ไม่เหมือนพิมพ์ที่มีเส้นขอบ
4. ฐานสิงห์จะมีฐานคมชัดทั้งสองข้าง
5. เนื้อพระจะแข็งแกร่งหนึก มากกว่าพระรุ่นก่อน พื้นผิวจะมีตังอิ๊วมากวรรณะจึงออกน้ำตาล
6. ด้านหลังพระจะเรียบหรือย่นๆเหมือนผิวคอนกรีตที่ไม่ขัดมัน

(cofee6) 200976_84478.jpg  (cofee6) 200976_84580.jpg (cofee4) 2009620_30647.jpg (cofee4) 2009620_30721.jpg  

(cofee4) 2009620_30780.jpg  (cofee4) 2009620_30842.jpg (cofee6) 200977_27358.jpg  (cofee6) 200977_27440.jpg

เอ้า...เฮ....

 
 
Online:  49
Visits:  16,777,220
Today:  2,875
PageView/Month:  93,094