พระสมเด็จวัดระฆัง-สำนักกฎหมาย

  เข้าสู่ระบบ - สมัครสมาชิก
 

                                     ห้องพระเก๊

2009-12-11-พระเก๊  หรือพระปลอมนั้น..หมายถึงพระที่ทำขึ้นโดยการประดิษฐ์จากช่างฝีมือไม่ได้ปลุกเสกจากเกจิใด..หรือพระวัดใด.

    .พระเหรียญ.พระหล่อ.หากไม่ปรากฎพระเก๊  หรือพระปลอม..เราก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า..ของแท้..หน้าตาเป็นอย่างไร..หรือหากท่านไม่ได้พระปลอมมา..พระที่ท่านถืออยู่ในมือแท้หรือปลอม..เซียนพระไม่ได้เก่งไปกว่าสมาชิก  หรอกครับ..เพียงแต่โอกาสพวกเค้าได้สัมผัส..พระแท้..กับพระเก๊..

      ส่วนพระปูนปั้นนั้น..ไม่มีจุดจะเปรียบเทียบ..จะนำพระ 2 องค์มาเปรียบเทียบกันคงจะไม่ได้.เพราะเนื้อมวลสารต่างกัน.หลายคนกดพิมพ์  หลายอารมณ์  หนักบ้างเบาบ้าง...มากพิมพ์  หลายเนื้อ.ก้อนมวลสารก่อนกดพิมพ์..แห้งบ้าง..เปียกบ้าง....ต้องอาศัยการดูบ่อย ๆ เห็นบ่อย ๆ ศึกษามาก ๆ....สิ่งแรกต้องสอบให้ผ่านคือพิมพ์ทรง..ต่อมาดูทางกายภาพธรรมชาติความเก่า..เมื่อพระผ่านกาลเวลาเราเห็นอะไรบ้าง...

การปลอมพระปูนปั้น..แบ่งได้เป็น 2 ประเภท(จากปากเีซียน)

ประเภทที่ 1..พระวัดอื่น หรือพระปลุกเสกโดยวัดอื่น..มีพิมพ์ทรงเป็นอย่างเดียวกัน..เซียนตีเก๊ ..ปลอม  หรือผิดพิมพ์.ความเก่าไม่ถึง...เพราะเซียนท่านไม่รู้เป็นพระวัดใด.เลยต้องออกมารูปนั้น..แล้วทำไม่ไม่บอกท่านตรง ๆ ..ว่าพระเกจิ  หรือวัดอื่นผมไม่ทราบ..เสียหน้าตรงไหน..เพราะพระสมเด็จ..สร้างมากวัด..หลายเกจิ..ทั่วประเทศ.ท่านคงไม่ว่าหรอก..

ประเภทที่ 2.ตั้งใจปั๊มพระออกมาให้เหมือนพระแท้..พระเก๊  หรือพระปลอมพวกนี้้.พิมพ์ทรงได้แต่.ขาดธรรมชาติของความเป็นพระแท้  และขาดมวลสารประกอบเป็นเนื้อพระโดยสิ้นเชิง..พระแท้ผ่านกาลเวลา..เนื้อพระฟ้องด้วยทางกายภาพทุกประการ

.อย่าหลงชื่อ..คำพูดที่ว่า ..".ท่าพระจันทน์ทำเก๊ได้ทุกอย่าง...".เช่น..

.......การสร้างพระสมเด็จวัดระฆังนั้น...แม่พิมพ์ ซึ่งแกะจากหินชนวนกด เนื้อพระกับแม่พิมพ์ให้แน่นนำเอาไม้แผ่นมาวางทับด้าน หลังของพระสมเด็จวัดระฆัง แล้วใช้ไม้หรือของแข็งเคาะที่ไม้ด้านหลังเพื่อไล่ฟองอากาศและกดให้เนื้อพระ สมเด็จแน่นพิมพ์
...จึงจะเอาไม้แผ่นด้านหลังออกจึงปรากฏรอยกระดานบ้าง รอยกาบหมากบ้างบนด้านหลังขององค์สมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นจุดสำคัญและเป็นหัวใจของการดูพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม

... เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้กดพระบนพิมพ์เรียบร้อยแล้วท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯก็จะตัดขอบพระเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยใช้ตอกตัด ตอกไม้ไผ่ที่ใช้จักสาน
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯไม่ใช้มีดเพราะเป็นพระไม่ควรใช้ของมีคม วิธีตัดตอกนั้นตัดจากด้านหลังไปด้านหน้าโดยเข้าใจว่าในแม่พิมพ์พระสมเด็จที่ เป็นหินชนวนนั้น จะบากเป็นร่องไว้สำหรับนำร่องการตัดตอก
...เพราะพระสมเด็จวัดระฆัง บางองค์ที่ขอบมีเนื้อเกินจะเห็นเส้นนูนของร่องไว้ให้สังเกต การตัดตอกพระสมเด็จวัดระฆัง จากด้านหลังไปด้านหน้าจึงเกิดร่องรอยปรากฏที่ด้านข้างขององค์พระและรอยปริ แตกขององค์พระด้านหลังที่ลู่ไปตามรอยตอกที่ลากลงร่องรอยต่างๆ
...เมื่อผ่านอายุร้อยกว่าปีมาแล้ว การหดตัวขององค์พระสมเด็จฯ การแยกตัวของการปริแตกตามรอยตัด กลายเป็นตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆังที่สำคัญที่สุด
...เมื่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯได้กดพิมพ์สร้างพระสมเด็จฯจนหมดเนื้อแล้วก็คง หยุด คงไม่ได้สร้างครั้งละมากๆ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต นำมาสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง แน่นอนที่สุด อันดับแรก ประกอบด้วยปูนเปลือกหอย คือเอาเปลือกหอยมาเผาเป็นปูนขาว
...ในสมัยก่อนมีปูนเปลือกหอยมาก แต่ปัจจุบันหาไม่ค่อยมีแล้ว อันดับสอง คือส่วนผสมของน้ำมัน ตังอิ๊ว เพราะเคยเห็นมากับตาเวลาพระสมเด็จวัดระฆัง ชำรุดหักจะเห็นเป็นน้ำมัน
ตังอิ๊ว เยิ้มอยู่ข้างในเนื้อพระเป็นจุดๆ
...อันดับที่สาม มีปูนอีกชนิดหนึ่งเขาเรียกว่า ปูนหิน มีน้ำหนักมากไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตว่าตามโรงงิ้วพวกงิ้วจะเอาแป้งจากปูนหินสีขาวๆมาพอก หน้า เป็นพื้นแล้วจะติดแน่น
...เอาเนื้อสามส่วนนี้เป็นหลักมาผสมกัน ยังมีมวลสารชนิดหนึ่งเป็นเม็ดสีเทาๆมองเหมือนก้อนกรวดสีเทา แต่ไม่ใช่ เพราะเนื้อนิ่มเวลาเอามีดเฉือนจะเฉือนเข้าง่าย จึงไม่ทราบว่าเป็นมวลสารอะไร
...และเคยเจอผ้าแพรสีเหลืองเข้าใจว่าเป็นผ้าแพรที่ถวายพระพุทธรูปแล้วเวลา เก่าหรือชำรุดแทนที่จะนำผ้าแพรที่ห่มพระพุทธรูปมีผู้คนกราบไหว้มากมายไปทิ้ง
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ได้นำผ้าแพรตัดเป็นชิ้นเล็กๆ เอาดินสอลงอักขระเป็นอักษรไว้ แล้วผสมในมวลสารที่สร้างพระสมเด็จวัดระฆัง
...ชิ้นส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ก้านธูปบูชาพระ สันนิษฐานว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ คงนำเอาสิ่งของที่บูชาพระทั้งหมดเมื่อกราบไหว้บูชาพระ แล้วก็ไม่ทิ้ง
...นำมาตัดหรือป่นกับเนื้อที่จะสร้างสมเด็จวัดระฆัง จะเห็นเป็นเศษไม้ลักษณะก้านธูปผสมอยู่ในเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง กลายเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญยิ่งถ้ามีเศษธูปแล้วต้องเป็นสมเด็จวัดระฆัง
...วัสดุอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือมีเม็ดแดงเหมือน อิฐผสมอยู่ในเนื้อของพระ สมเด็จวัดระฆัง เม็ดแดงนี้ขอยืนยันได้เลยว่า เป็นเศษเนื้อพระซุ้มกอตำให้ละเอียดแล้วผสมไว้กับมวลสารที่จะสร้างพระสมเด็จ วัดระฆัง
...เอกลักษณ์อันสำคัญที่สุดคือเม็ดเล็กๆมีผสมค่อนข้างมาก สีขาวออกเหลือง ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกว่า เม็ดพระธาตุ แต่คงไม่ใช่เม็ดพระธาตุเพราะถ้าเป็นเม็ดพระธาตุคงต้องใช้จำนวนมหาศาล เพราะพระสมเด็จวัดระฆังทุกองค์จะมีเม็ดพระธาตุมาก จะไปเอาพระธาตุมาจากไหนมากมายมหาศาล
...จุดเม็ดพระธาตุนี้กลายเป็นจุดสำคัญของตำนานการดูพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สำคัญที่สุด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นปูนหินสีขาวๆเมื่อผสมกับน้ำมันตังอิ๊วจับตัวเป็นก้อน เมื่อตำผสมกับปูนขาวเปลือกหอยแล้ว ไม่กลืนกันภายหลังแยกกันเป็นเม็ดๆในเนื้อของสมเด็จวัดระฆัง
...แต่บางคนก็สันนิษฐานไปว่าอาจจะเป็นปูนขาวที่ปั้นพระบูชาตามโบสถ์ เสร็จแล้วทารักปิดทองให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชาเป็นร้อยเป็นพันปี
...บางครั้งปูนขาวพองขึ้นชำรุดเสียหาย จึงต้องลอกเอาปูนขาวออกปั้นด้วยปูนขาวใหม่ให้พระสมบูรณ์ เพื่อยืดอายุพระพุทธรูปบูชาในโบสถ์ให้มีอายุนับพันปี
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต เห็นเป็นวัสดุบูชาที่ไม่ควรจะทิ้ง จึงนำมาตำผสมไว้ในมวลสารของพระสมเด็จวัดระฆัง มาจนถึงปัจจุบันอายุของพระสมเด็จวัดระฆังร้อยกว่าปี การหดตัวของมวลสารเกิดขึ้น
...วัสดุที่ต่างกัน อายุต่างกัน จึงหดตัวไม่เท่ากัน จึงเกิดรอยแยกตัวของรอบๆเม็ดพระธาตุอย่างสม่ำเสมอ เป็นตำนานอันสำคัญที่สุดในการดูพระสมเด็จวัดระฆัง แท้


               การพิสูจน์พระแท้โดย..การพิจารณาทางจิตนี้ โบราณก็เคยได้ยินว่าอย่างท่าน พระอาจารย์ขวัญ(วิสิฎโฐ) วัดระฆังโฆสิตารามผู้เป็นศิษย์ของเจ้าคุณธรรมถาวรศิษย์ใกล้ชิดเจ้าประคุณ สมเด็จ ได้กล่าวถึงเรื่องการพิจารณาพระสมเด็จตอนหนึ่งว่า เมื่อหยิบพระมาพินิจด้วยอาการสำรวมจิตจะเกิดญาณหยั่งรู้ว่าเป็นพระสมเด็จแท้ และท่านพระครูธรรมราช ฐานานุกรมในสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร ณ.อยุธยา) เป็นนักสะสมพระเครื่องรางของขลังชนิดต่างๆผู้หนึ่ง โดยเฉพาะมีความชำนาญในการดูพระสมเด็จ

           ว่า กันว่า ไม่ต้องหยิบพระมาพิจารณา เพียงมองดูห่างๆก็สามารถบอกได้ถูกต้องว่าเป็นพระสมเด็จแท้หรือมิใช่เรื่อง เช่นนี้เป็นไปได้๒นัยคือญาณวิเศษ
            การรู้ตามธรรมชาติ เห็นสิ่งนั้นที่เจนตาเรียกว่าชำนาญในการพิจารณา
มีการวิเคราะห์ไปตามความเห็นของคนส่วนมากที่ยึดถือผู้นำในวงการพระเครื่อง ท่านใดท่านหนึ่งเป็นมาตรฐาน โดยที่ท่านผู้นั้นมักจะเป็นนักเขียนที่มีสำนวนน่าฟังให้เหตุผลโดยที่ในชีวิต ไม่เคยคลุกคลีกับการใช้ยางรัก ไม่เคยสร้างพระ ไม่เคยลบผงวิเศษ ไม่เคยเป็นพิธีกรในการพุทธาภิเษกพระ และอะไรที่เกี่ยวกับการสร้างพระก็มักใช้ความคิดของตนเองเป็นเครื่องตัดสิน (เพราะไม่เคยไปลองทำดู)แต่มีภาษีกว่าชนชาวพระเครื่องอื่นๆอยู่บ้างเพราะอยู่ ในสื่อมวลชนจึงเกิดการคล้อยตามโดยไม่หันมาพิจารณาในคัมภีร์กาลามสูตรข้อ หนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้แน่ชัดว่า
                  “อย่าเชื่อโดยการบอกเล่า อย่าเชื่อว่ามีอยู่ในตำราอาจมีการผิดพลาดได้”
ซึ่งว่าเขาเหล่านั้นมีเพียงสัญญาเท่านั้น (สัญญาในที่นี้เป็นศัพท์ทางธัมมะหมายถึงการหมายรู้ ดูจำมิใช่ข้อตกลงตามภาษากฎหมาย) พบบทความเรื่องพระสมเด็จในนิตยาสารเล่มหนึ่งนานมาแล้วผู้เขียนคงเป็นมือเก่า กำหนดระดับชั้นของเซียนพระ เล่าว่ามีพระสมเด็จองค์หนึ่งใครๆดูก็ว่าเป็นของแท้นำไปพิจารณาทางนามหรือทาง ใน๑๐อาจารย์ก็ว่าแท้แต่พอวันดีคืนดีพระว่าแท้ ตกหักจึงทราบว่าเป็นของเก๊ แล้วก็ไม่ได้เขียนวิเคราะห์ต่อไปว่าอะไรเป็นอะไรเป็นอะไร คนอ่านก็งงไม่ทราบจะยึดหลักอะไรตกลงอาศัยแว่นขยายเป็นปัจจัยพิจารณาความ ศักดิ์สิทธิ์ของพระกระมัง บางรายสงสัยว่าการพิจารณาทางนาม(พลังจิต)อาจเป็นสิ่งเหลวไหล ไม่ทราบว่าจะเขียนไปทำไมเพราะถ้าไม่เชื่อแล้วจะหาพระเครื่องมาห้อยคอทำพระ แสงด้ามอะไร?
                 ข้อพิจารณาตัดขอบพระสมเด็จ
                   การตัดกรอบหรือ ขอบพระสมเด็จกล่าวกันมาว่า มักใช้ตัดด้วยไม้ไผ่ที่เหลาคมแทนมีดคล้ายจะเป็นเคล็ดเกี่ยวกับอาถรรพณ์เวทย์ และกล่าวว่ารอยที่ถูกตัดนั้นมักจะมีวัสดุสีดำแกมเทาฝังอยู่อันเกิดจากไคลเสา ตลุงช้างเผือกหรือไคลประตูวัง ซึ่งมวลสารเหล่านี้หากคุลีการเข้ากับเนื้อพระแล้วจะไม่ปรากฏในส่วนของขอบ ข้างจะต้องปรากฏอยู่ทั่ว ที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นการทาด้วยขี้ผึ้งดำและทิ้งไว้นานปีจนจับเนื้อพระและ แห้งตัวประการหนึ่ง

                 อีกประการหนึ่งคนสมัยก่อนชอบนำพระมาลูบตามใบหน้าเพื่อจะเกิดความมันแลดูสวย ได้เคยพบใช้ขี้ผึ้งดำทาพระสมเด็จเก็บไว้นานปีต้องนำมาล้างแทบแย่ก็เคยมีให้ พบเห็น แต่เมื่อมาพบพระสมเด็จที่ไม่ผ่านการใช้คราบดำตามขอบจะไม่เกิดขึ้นเมื่อไป ตั้งทฤษฎีเลื่อนลอยเข้าเช่นนี้ความสงสัยในการพิจารณาพระสมเด็จจะเกิดประสบ ความยุ่งยากขึ้นด้วย ไปยึดติดความรู้ความรู้ที่ไม่มีพื้นฐานข้อเท็จจริงรองรับและพระสมเด็จที่ถูก ฝนขอบเพื่อสะดวกในการเข้าตลับของบุคคลที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เคยพบ แต่เมื่อใช้แว่นขยายส่องดูจะปรากฏเห็นมวลสารได้ชัดเจนในบางพิมพ์ สำหรับท่านผู้อ่านซึ่งไม่เคยสร้างพระพิมพ์อาจมองไม่เห็นภาพพจน์ที่ชัดแจ้งก็ ไม่ต้องไปใส่ใจอะไร และก็ไม่เป็นการตายตัวที่ว่าพระพิมพ์สมเด็จที่มีการตัดขอบก็มีอยู่ให้ พิจารณาเอกลักษณ์อื่นเป็นส่วนประกอบอย่าไปคิดว่าหากพระสมเด็จองค์ใดไม่มีการ ตัดขอบข้างและไม่มีวัสดุดำแกมเทาปรากฏด้านข้างจะเก๊ไปหมด แยกวัดแยกสกุลออกให้หมดซึ่งอาจต้องใช้ความชำนาญและเห็นมามากหนังสือฉบับนี้ ไม่ได้สอนให้ดูพระแต่เสนอแง่คิดที่อาจสวนกระแสความเชื่อที่มีอยู่ โดยให้หันมาดูข้อเท็จจริงกันบ้างเท่านั้น เพื่อมิให้ด่วนปฏิเสธมรดกที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้สร้างไว้ให้อนุชนรุ่น หลัง 

                  การตัดขอบ..ไม่ นานมานี้เกิดมีผู้ไม่เคยสร้างพระพิมพ์ตั้งทฤษฎีขึ้นว่าพระพิมพ์สมเด็จมี การตัดขอบจากด้านหลังขึ้นสู่ด้านบน(หน้า)เช่นนี้ก็มีคนเชื่อและยกย่องให้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยซ้ำไป

                 เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงกล่าวคือมวลสารของพระสมเด็จเมื่อโขลกจน ได้ที่เป็นชั่วโมง จะจับตัวเป็นมาตรฐานลำบากถ้าเกิดความเปียกสูงเนื้อพระจะมีการหดตัวเมื่อถูก ตากแห้งแล้ว ถ้ามวลสารนั้นได้สัดส่วนไม่เปียกและแห้งเกินไปเนื้อพระจะตึง หากนำมวลสารที่ผสมบดแล้วออกจากครกมีจำนวนมากเกินไป ก็จะโดนลมและเริ่มแข็งตัวซึ่ง ขืนชักช้าจะพิมพ์ไม่ทันเนื้อผงมวลสารประกอบด้วยผงปูนเป็นตัวเชื่อมหลักจะ แห้งแล้วจะเกิดการแยกตัวแต่ไม่ใช่การแตกลายงาตามธรรมชาติ ดังจะเห็นจากพระชนิดอื่นซึ่งใช้กรรมวิธีแบบโบราณก็มีลักษณะเช่นกัน

              ทีนี้พระสมเด็จที่จะเกิดขอบนูนขึ้นมาน่าจะเป็นเทคนิคของผู้ตัดพิมพ์ท่านใด ท่านหนึ่งไม่ใช่ฝีมือเจ้าประคุณสมเด็จแน่ เพราะท่านไม่ได้สร้างพระเพียงองค์เดียว มีผู้ร่วมสร้างไม่น้อยกว่า ๑๔คณะตามที่กล่าวมานั้นในการตัดพิมพ์เป็นแน่นอน ที่สุด คือต้องมีการผสมค่อนข้างเปียก เมื่อนำออกจากพิมพ์แล้วต้องรอไว้ชั่วระยะหนึ่ง ขืนรีบตัดพิมพ์พระที่เนื้อเปียกนั้นเป็นต้องเละแน่ อันนี้เป็นเทคนิคส่วนหนึ่งที่จะแนะนำเนื่องจากคนวิเคราะห์ตรงนี้ได้ต้องเป็น พระที่ไม่ใช่การซื้อขาย แต่หมายถึงต้องลองทำตามดูว่าที่ เขาว่า กันนั้น มันจริงหรือไม่? ไม่ใช่นั่งเขียนตามๆกันไปซึ่งก็มีไม่มากที่พบว่าที่เขียนนั้นมันขัดกับหลัก

             ข้อเท็จจริงคือ การตัดปาดเฉียงลงประมาณ๑๕-๒๐ องศา แล้วปาดขึ้นแต่งเป็นขอบนูนเหนือกรอบกระจกตามเส้นกำหนดขอบในพิมพ์พระ จะแลดูคล้ายการตัดจากส่วนล่างขึ้นสู่ส่วนบน ตามธรรมดาพระพิมพ์ต้องวางลงบนพื้นราบหากหยิบขึ้นตัดขอบพระจะหักทุกองค์ (เนื้อยังเปียกอยู่)

             ครั้นไม่หยิบยกขึ้นตัดขอบก็ต้องแทงทะลุพื้นกระดานที่หนาหรือพื้นกระจกขึ้นมา จะไม่เกินไปหรือ? และถ้าพบพระสมเด็จองค์ใดไม่มีลักษณะเช่นที่ว่าจะตีความอย่างไร? อันนี้ย่อมเป็นส่วนเฉพาะของคนตัดพิมพ์คนใดคนหนึ่งเท่านั้นถ้าความนึกคิดเพี้ยนกันออกไปอีก การพิจารณาพระสมเด็จแทนที่จะรวบรัดดูกลับเกิดปัญหาไม่รู้จบสิ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่มองข้อเท็จจริงว่าทำได้หรือไม่ไม่ได้
              การตัดขอบพระสมเด็จโดยการคว่ำหน้าพระนั้นใครจะเชื่อต่อไปก็ไม่ขัดใจแต่โดย ธรรมชาติ การตัดต้องใช้แรงกดเอาคว่ำหน้าลงเนื้อพระยังเปียกก็เละตุ้มเปะเท่านั้นเอง

              ในการพิจารณาพระสมเด็จนั้น ยังมีเทคนิคเรื่องการตัดขอบและพิจารณาขอบอีกมากอย่างดูการยุบตัวที่ขอบว่า พระมีอายุหรือไม่ ที่นำมาประกอบในหนังสือเล่มนี้ก็พอเป็นกระสายเท่านั้น อย่างการพิจารณาการตัดขอบถ้ารู้ลึกก็สามารถพิจารณาได้ด้วยว่าพระสมเด็จองค์ นั้นเจ้าประคุณสมเด็จ(โต)ได้ตัดขอบเองหรือไม่? อันนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่น้ำหนักมือของใครของมันครับที่จะทิ้งร่องรอยให้ได้ ศึกษาพิจารณา ในระดับอนุบาลก็ดูรอยปาดก่อนว่า เป็นรอยตัดภายนอกพิมพ์มิใช่การตัดแบบในพิมพ์เช่นการทำพระเครื่องปัจจุบัน
              การตัดขอบเป็น สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกประการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัดจากหลังพระไปหน้าพระ หรือหน้าพระไปหลังพระ ด้านแรกที่มีดตัดหรือตอกกดลงจะเรียบเป็นเส้นแนวชัดเจนเพราะคมมีดหรือตอก จากนั้นระยะหนึ่งจึงจะเกิดรอยครูดที่อาจเห็นเป็นแนว รอยตัดข้างนี้ใช้พิจารณาได้ทั้งกรรมวิธีทำพระพิมพ์องค์นั้นรวมถึง ความเก่าที่รอยดังกล่าวไม่มีความคม และพิจารณาและพิจารณาการยุบตัวของพระบางส่วนได้จากรอยตัดนี้รวมถึงพิจารณา มวลสารที่ปรากฏในองค์พระอื่นๆ
ขอพิจารณาแป้งโรยพิมพ์
            คราบแป้งโรยพิมพ์..เป็น ที่ชื่นชมนักหนาของนักนิยมสมเด็จที่จะคุยฟุ้งน้ำลายแตกกระจายว่า พระสมเด็จองค์นั้นองค์นี้ยังปรากฏคราบแป้งโรยพิมพ์อยู่เลยวิเศษแท้ เป็นพระสภาพเดิมไม่ได้ใช้ สมบูรณ์อย่างนั้นอย่างนี้ อย่าว่าแต่แป้งโรยพิมพ์เลยครับ

           คนกดพิมพ์พระบางคนไปใช้น้ำมันตั้งอิ๊วทาแม่แบบแทนน้ำมันใส(แก้ว) ทีนี้แหละล้างเท่าไหร่ก็ไม่ออกแทบเสียพระไปเลย

          ความจริงทางปฏิบัติโดยทั่วไป เขาใช้น้ำมันงาเสก(บางทีใช้น้ำมันแก้ว)ทาแม่พิมพ์ซึ่งเป็นน้ำมันชนิดใสเพื่อ ความหล่อลื่นและคล่องตัวในการถอดพระออกจากพิมพ์ แป้ง โรยพิมพ์นั้นบังคับใช้อย่างเดียวคือการปั้นขนม แม่แบบจะเป็นไม้แกะร่องตามความยาวของแม่แบบ แล้วใช้พิจารณาการกดพิมพ์พระมันก็ไม่ถูกเรื่อง ความลื่นจะกลายเป็นความหนืดความเหนอะ องค์พระจะไม่คมชัดเพราะแป้งยัดตามซอกและส่วนละเอียดของแม่แบบ และเมื่อแป้งโรยพิมพ์เกิดการเปียกขั้นจะติดองค์พระขึ้นมา เมื่อกดพระไม่ถึงส่วนสุดของแม่แบบ และคราบแป้งกั้นอยู่ เมื่อนำพระมาล้างจะเกิดรอยขรุขระ เว้าแหว่งแลไม่งามตาในด้านสุนทรียภาพเคยพบพระพิมพ์ หลวงปู่ภู วัดอิทรวิหารชนิดที่ใช้แป้งแทนน้ำมัน นานปีเข้าแป้งจะจับตัวแข็งและล้างออกอยาก เมื่อล้างออกจะปรากฏรอยขรุขระคล้ายแมลงแทะเล็ม และก็พบในพระสมเด็จวัดระฆังบางรุ่นเนกัน แป้งเกาะกันเป็นแผ่นเลยทีเดียว

              *ส่วนคราบแป้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินับเป็น ปฏิกิริยาทางเคมี จะปรากฏในพระพิมพ์สมเด็จที่แก่ปูนที่เนื้อหนึกแกร่งเนื้อหนึกนุ่มไม่ค่อยพบ เป็นปฏิกิริยาระหว่างปูนกับน้ำมัน และการเก็บพระสมเด็จแบบคนรู้นก่อนๆเรื่องของคราบแป้งก็คิดทำคราบขึ้นโดยใช้ แป้งโรยตัวเด็กโรยลงที่องค์พระ โดยทำให้องค์พระมีความเปียกชื้นก่อนเพื่อให้แป้งจับตัวและหากใช้ผ้าสักหลาด อ่อนๆเช็ดเบาๆจะเกิดเงาสว่างทำให้พระแลสวยเช่นนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย นับเป็นคราบเทียม โปรดอย่าหลงใหลในเรื่องของคราบแป้งกันอีกเลย......


ข้อพิจารณาน้ำหนักพระสมเด็จ
           เป็นที่เชื่อกันว่าพระพิมพ์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะต้องมีน้ำหนักพระ ต้องตึงมือ บางคนบอกเล่าต่อกันมาเท่านั้นเพราะต้องคำนึงความจริงประการหนึ่งว่าพระพิมพ์ สมเด็จเป็นเนื้อผสมแต่ละครกแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกันข้อพิจารณาตรงนี้คงใช้ จำกัดได้ในส่วนพระวัดระฆังและวัดบางขุนพรหมตามที่วงการนักนิยมพระเครื่อง เช่าหาด้วยราคาแพงเท่านั้น น้ำหนักพระสมเด็จนี้ไม่มีเหตุผลรับรองที่แท้จริงมีนักพระเครื่องพยายามหา เหตุผลเมื่อค้นหารเหตุผลไม่ได้ อ.ตรียัมปวายฯท่านจึงตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า น่าจะเป็นเพราะพลังกฤตยาคมที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จท่านเสกไว้จนทำให้พระ พิมพ์เกิดมีน้ำหนัก ความจริงพลังจิตเป็นนามไม่น่าจะเกิดน้ำหนักได้ ซึ่งค้านกับบันทึกของท่านอาจารย์ขวัญ วิสฎโฐ แห่งสำนักวัดระฆังฯ กล่าวตรงกันข้ามว่าพระสมเด็จมีน้ำหนักจะต้องเบา

            เหตุที่พระสมเด็จเกิดมีน้ำำหนัก เป็นเหตุปัจจัยอื่นแอบแฝงอยู่ ลองคิดดูว่าการใช้พระสมเด็จในสมัยโบราณไม่มีการบรรจุตลับหรือปิดกั้นด้วย แผ่นพลาสติก พระสมเด็จสมเด็จเป็นพระดูดซับเหงื่อได้มากจึงทำให้เกิดน้ำหนักและ ลองนำพระสมเด็จที่ไม่ผ่านการใช้   แช่ลงในน้ำจันทน์ จนอิ่มตัวแล้วนำมาชั่งน้ำหนักของพระจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวและพระสมเด็จที่มี การเสริมสวยผ่านการแช่น้ำมันหอมก็มีอยู่มาก นี่คือน้ำหนักอันแท้จริงของพระสมเด็จจะว่าหนักก็ได้ จะว่าเบาก็ได้ อย่าไปตั้งทฤษฎีเข้าโดยไม่ยอมทดลองเลยครับ
         หากไม่เล่นตามกรอบของวงการ เนื้อพระก็มีหลายสูตร ก็ไม่จำเป็นเสมอไปเรื่องน้ำหนัก ที่เขาใช้นั้น ก็เป็นการวัดมาตรฐานสากลตามที่วงการเขาเล่นซื้อขายกันที่จำกัดแบบเพียงไม่ กี่พิมพ์เท่านั้น


  พระเหรียญ..

พระเหรียญแท้นั้นดูง่าย....หากท่านได้เห็นพระเหรียญเก๊  หรือปลอม..

พระเหรียญเก๊ หรือ ปลอมนั้นดูยาก..หากท่านไม่เคยเห็นพระเหรียญแท้..ฉันใดก็ฉันนั้น

                 การปลอมพระเหรียญนั้น..มีเพียงประเด็นเดียวคือการปั้มจากเครื่องแกะพิมพ์โดยช่างฝีมือ.ส่วนผ่านพิธีทางเกจิ  หรือวัด ใด ๆ นั้นไม่ต้องพูดถึง...การตีเก๊นั้นต้องได้พระเก๊  หรือพระปลอมมา..เปรียบเทียบจากของปลอมถึงตีแท้  หรือเก๊.พูดง่าย ๆ ถ้าท่านไม่ได้เห็นของปลอมท่านไม่สามารถตีพระเหรียญว่าเก๊  หรือปลอมได้เลย..ไม่ต้องวงกลมว่า..ตรงนั้น..ตรงนี้..จุดนั้น..จุดนี้..เพราะพระเก๊  หรือพระปลอมนั้นหากปั๊มพระเหรียญโดยต่างช่างแกะพิมพ์...ช่างคอมฯ..หรือ.ต่างแท่นเครื่องพิมพ์..จุดตำแหน่งเก๊  หรือปลอมก็เปลี่ยนไปได้

    ที่พูดว่าพระเหรียญปลอมเกรด A B C  ไม่มีหรอกครับ..ปลอมคือปลอม..แท้คือแท้..นี่แหละครับ..เสน่ห์ของพระเหรียญ..ความคมของแบบพิมพ์..ไม่น่าเชื่อส่องดูพระเหรีญแท้..เหมือนเกจิท่านนั้นนั่งอยู่ตรงหน้า..มองเราอยู่.เหมือนมีชีวิต.พูดแล้วขนลุก.

     ปล.แท้ปลอมสำคัญไฉน..หากพระท่าน..ไม่มีขีด..หางแมว..ชายจีวร..จุดตรงนั้นตรงนี้..ที่เซียนตั้งข้อสงสัยไว้....ปลอมทันที...ใช่ไหมครับ....

คำสอน."ไม่เช่าพระเก๊...จะไม่พบพระแท้..ไม่ลองรัก..อกหักไม่รู้เป็นอย่างไร  "

การตัดสินพระเก๊..ของเซียนพระบนห้างดัง

     ท่านเคยสงสัยไหมว่า..ทำไมมีคนมากมายลงหนังสือพระประกาศขายพระ..ไม่นำพระไปขายให้กับเซียน.ตามห้างดัง.. ๆ..เอ้าเซียนพระไม่ให้ตังค์ใช้นะ...c้  

ข้อ 1.เซียนพระก็คน...ซื้อพระท่านแล้วแม้จะแท้ แต่.พระชำรุด..สึก.ไปขายต่อไม่ได้  และเงินตัวเองจะจมทำไงดี..หาทางออกซิ

ไม่มีตังค์ซื้อ ..ตีปลอมไว้ก่อน 

สีเนื้อพระไม่เหมือน.หรือเพี้ยนนิดหน่อย..ตีปลอมไว้ก่อน

เนื้อพระไม่สวย..ชำรุด..สึก..ตีปลอมไว้ก่อน..ไม่ต่อราคาหรอกครับ..จะต่อราคาสถานเดียวข้อ 2  ครับ.. 

ข้อ 2    สมาชิกไม่ต้องเสียใจ..พวกเค้าไม่บอกท่านหรอกว่า..พระสวยหรือไม่สวย เช่น. คิดราคาให้ความสวย 100,000  บาท เอ้า..ราคาไม่สวยเอาไป  10,000. บาท.

  ..แต่ประการเดียวพระท่านต้องสวยกริ๊บ.เอ้า..คราวนี้...ตินู้น..ตินี้..ดูซิ..ร้อนหรือไม่.กดราคาสุด ๆ .มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น.คนสมัยนี้...

ขัอ 3 พวกเค้าเลือกแต่พระสวยกดราคาถูก...ส่วนพระไม่สวย  หรือสีเพี้ยนไปหน่อยตีเก๊ให้ท่านงงไปเลย..สงสัยละซิ....เอ..เมื่อคืนก็ตรวจดู...เส้นขนแมว..เนื้อเกิน..ที่หนังสือเค้าสอนทุกอย่างแล้ว..เป๊ะแน่นอน...วันนี้ได้เงินแสนใช้แน่...คดีพลิก..เค้าไม่ดูตำหนิที่พวกเค้าสอนไว้ด้วยซ้ำ.ขนแมว..เนื้อเกิน  อย่าหวัง..เสียเวลา..

       ..เค้าไม่บอกด้วยว่า..เก๊เพราะอะไร..เราก็ให้เครดิตเค่าเป็นเซียนนิ..เอ.เค้าตีเก๊..เค้าก็ไม่ต่อรองราคา....เค้าไม่ได้อะไร...พระเราคงเก๊แน่นอน..

          เข้าใจหรือยังครับ..ยิ่งพระสมเด็จวัดระฆังไม่ต้องพูดถึง.มีหลายเนื้อ...หลายสี...ไม่ใช่พระพรรคพวก...พยักหน้า..อย่าหวังไปขายพวกนี้...ไม่มีทางตีแท้...ไม่มีทางได้ตังค์ใช้.พวกเค้าไม่เสียอะไร..แถมเท่อีกต่างหาก.

ข้อ 4 ผมจึงตั้งชื่อห้องนี้ว่าห้องพระเก๊ไงละครับ..เพราะ.ในสายตาเซียนไม่มีทางเป็นพระแท้ถ้าสีเพี้ยน .พระมีตำหนิ จมูกบิ่น.,หรือดวงตา และคิ้วม่ายชัด...

          แม้กระทั่งพระท่านขูดขีด..ยังโดนดุเลย.ๆ .ทำไมไม่รู้จักรักษาพระเลยนะหากพระสวย ๆ  2 ล้านสบาย..แต่สีขูดอย่างนี้..2 หมื่นก็ไม่รู้จะรับดีหรือเปล่า.ใจเราเสียทันที..นอนไม่หลับไปหลายคืน..เลวจริง ๆ .

      ..แต่ก็อกเค้า..อกเรานะครับ..เงินทองมันหายาก..ถ้าเอาไปจม..ก็ไม่มีเงินซื้อพระสวยหากวันใดมีพระสวยเข้ามาในร้าน...เอ้าเงินหมดพอดี..หยิบยืมใครจาให้..จริงไหมครับ.. . 

        ให้ สมาชิกตัดสินเองนะครับ..สายตาสมาชิกเองนะครับ..ตีเก๊..ตีแท้...ยึดถือคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าไว้ "กาลามสูตร".นะ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นครู..เรียก."กาลามสูตร"...

   .กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่..ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล   เรียกว่า เกสปุตสูตร ก็มี กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ

กาลามสูตรมีอยู่ 10 ประการคือ
1.  อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
2.  อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
3.  อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
4.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7.  อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8.  อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9.  อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
10.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

        " เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า

ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล

ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ

ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ
        ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
        เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่  "

 ..สวัสดี...

 
 
Online:  53
Visits:  16,777,220
Today:  6,064
PageView/Month:  344,147